ล่าสุด ทางเพจเตือนภัยออนไลน์ ได้แนะนำ หากข้อมูลส่วนบุคคลรั่ว เราเสี่ยงอะไรบ้างและได้มีข้อแนะนำเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงเบื้องต้นรายละเอียดที่น่าสนใจนำมาฝากคอข่าวกันตรงนี้ครบถ้วน
เพจเตือนภัยออนไลน์ หากข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล เรา-เสี่ยงอะไรกันบ้าง? ได้มีคำแนะนำไว้ว่า
- เสี่ยงถูกขโมยตัวตน หรือสวมรอยเป็นเรา เพื่อไปก่ออาชญากรรม หรือทำเรื่องผิดกฎหมาย
- เสี่ยงถูกใช้ประโยชน์ โดยที่เราไม่ยินยอม เช่น นำไปใช้โฆษณาทางการตลาด
- เสี่ยงถูกขายให้บุคคลที่ 3
- เสี่ยงถูกนำไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญ เช่น การส่ง SMS ก่อกวนมายังโทรศัพท์มือถือ หรืออีเมล
- เสี่ยงถูกติดตาม สะกดรอย สอดแนม ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายได้
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงเบื้องต้น เราควรจะทำอย่างไรบ้าง
คิดก่อนโพสต์ โดยคิดไว้เสมอว่า “ทุกสิ่งที่เราโพสต์หรือแชร์ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป” คนอื่นสามารถเห็นหรือส่งต่อได้
ป้องกันตนเองด้วยการตั้งพาสเวิร์ดที่มั่นคง ปลอดภัย เช่น การใช้ MFA ยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (OTP, PIN) หรือ การใช้ 2FA การยืนยันตัวตน 2 ชั้น
ท่ามกลางความเจริญทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ที่ปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ต ผ่านเครื่องมือสมาร์ทโฟน ได้ง่ายขึ้น ทำให้ภัยเงียบที่แอบซ่อนมา และเข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย อย่างที่ไม่ทันได้ตระหนักถึงอันตราย คือ “ภัยออนไลน์” เพราะเป็นช่องทางให้กลุ่มมิจฉาชีพ ฉวยโอกาส หลอกล้วงข้อมูลส่วนตัวของเราไปได้ง่ายๆ หรือบางครั้ง เราอาจกลายเป็นผู้กระทำผิดโดยไม่รู้ตัว
พ.ต.ท.หญิง ดร.ณพวรรณ ปัญญา รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันโจรออนไลน์ มักจะออกอุบายตามเทศกาลวันสำคัญตามประเพณี โดยเฉพาะ ในช่วง “หน้าร้อน” จึงอยากเตือนประชาชน ระวังมิจฉาชีพ ใช้โอกาสเทศกาล “สงกรานต์ 2566” ออกอุบายหลอกลวงออนไลน์ 5 ประเภท ดังนี้
เช็ก 5 'ภัยออนไลน์' หน้าร้อน โจรออนไลน์ มักใช้หลอกเหยื่อ
- “หลอกขายแอร์ พัดลม เครื่องฟอกอากาศ” หลอกให้โอนเงินก่อน แต่ไม่จัดส่งสินค้า หรือส่งสินค้าแบบเก็บเงินปลายทาง แต่เป็นสินค้าปลอม ไม่ตรงปก คุณภาพต่ำ
- “หลอกขายทัวร์ท่องเที่ยวทิพย์” หลอกลวงขายตั๋วทัวร์ในประเทศ/ต่างประเทศ ให้โอนเงินแล้วเงียบหายติดต่อไม่ได้ ไม่ได้เดินทางจริง
- “หลอกลดหย่อนค่าไฟ, หลอกแจกตั๋วเครื่องบินฟรี” หลอกให้ดาว์นโหลดแอปฯ ดูดเงิน หลอกเอาข้อมูลส่วนตัว เลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ วันเดือนปีเกิด
- “หลอกทำงานพิเศษช่วงปิดเทอม” หลอกให้โอนเงิน ลงทุน เพื่อทำงานพิเศษ เช่น กดรับออเดอร์ ทำสต๊อกสินค้า หลอกให้ลงทุน แล้วไม่ได้รับเงินคืนทั้งต้นทุนและกำไร
- “หลอกกู้เงินออนไลน์ดอกเบี้ยต่ำ” หลอกให้โอนเงินเป็นค่าธรรมเนียม หรืออ้างทดลองโอนเงินเข้าบริษัท เพื่อแสดงว่าสามารถผ่อนชำระได้ และหลอกให้โอนเงินเพิ่ม โดยใช้ข้ออ้างต่างๆ เช่น โอนเงินเกินเวลาที่กำหนด หรือทำธุรกรรมผิดพลาด จนสุดท้ายก็ไม่ได้ทั้งเงินกู้ และเงินที่โอนไป
รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังได้ให้ข้อมูลอีกว่า
พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ที่มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.2566 ผลของกฎหมาย มีผลให้เจ้าของบัญชีม้า หรือเบอร์ม้า มีโทษอาญาหนัก จำคุก 3 ปี หรือ ปรับ 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงผู้ที่ได้เป็นธุระจัดหา โฆษณา ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หมายเลขโทรศัพท์ ก็มีโทษอาญาหนักเช่นกัน คือ จำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2-5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม สถิติคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ที่ประชาชนร้องเรียนผ่านแจ้งความออนไลน์ ในเดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมา มีจำนวนถึง 22,486 คดี ยอดความเสียหายรวมสูงกว่า 1,842 ล้านบาท โดย 5 ลำดับสูงสุด ได้แก่
- หลอกซื้อขายสินค้า หรือบริการที่ไม่เป็นขบวนการ
- หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์
- หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานฯ
- ข่มขู่ทางโทรศัพท์ (Call Center)
- หลอกให้กู้เงิน
สามารถติดตามรูปแบบการประชาสัมพันธ์กลโกงภัยออนไลน์ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “เตือนภัยออนไลน์” และสามารถปรึกษาได้ที่ สายด่วน บช.สอท. 1441 หรือ ศูนย์ PCT 081-8663000 ผู้เสียหายสามารถแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ คลิกที่นี่ หรือที่สถานีตำรวจได้ทุกแห่งทั่วประเทศ
ขอขอบคุณที่มา : เพจเตือนภัยออนไลน์