เนื่องจาก ประเทศไทยของเรา ตั้งอยู่ในเขตร้อน ระหว่างแนวละติจูด 5-20 องศาเหนือ ประเทศที่อยู่ในบริเวณนี้จะมีวันที่ดวงอาทิตย์ผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะมากที่สุดปีละ 2 วัน โดยจะมีคาบการโคจรพาดผ่านแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดของประเทศไทยจึงเห็นดวงอาทิตย์ผ่านเหนือศีรษะไม่พร้อมกัน
อีกหนึ่ง ปรากฎการณ์ "ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก" หรือที่นิยมเรียกกันว่า "ปรากฎการณ์ไร้เงา" โดยครั้งเเรก เกิดขึ้น ที่ อ. เบตง จ. ยะลา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา โดยดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในแนวตั้งฉากกับพื้นที่ต่าง ๆ ของไทยไล่ลำดับขึ้นเหนือมาเรื่อย ๆ และจะสิ้นสุดที่ อ. แม่สาย จ. เชียงราย วันที่ 22 พฤษภาคม 2566 เวลาประมาณ 12:17 น. ซึ่งนี้ถือเป็นช่วงเเรกของปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับประเทศไทย ทำให้วัตถุที่อยู่กลางแดดในช่วงดวงอาทิตย์ตั้งฉากนั้นดูเหมือนจะไร้เงา เพราะว่าเงาจะตกอยู่ใต้วัตถุนั้นพอดี โดยแต่ละจังหวัดของไทยจะตั้งฉากในวันที่ต่างกัน
ขณะที่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับประเทศไทย ครั้งที่ 2 ของปี เริ่มจากเหนือสุดของประเทศ จากนั้นเปลี่ยนตำแหน่งเคลื่อนลงทางใต้เรื่อย ๆ จนกระทั่งวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับกรุงเทพมหานคร เวลา 12:22 น. หากยืนกลางแดดช่วงเวลาดังกล่าว เงาของร่างกายจะตกอยู่ใต้เท้าพอดี
คอข่าว แฟนข่าวเนชั่นออนไลน์ คนรักปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่สนใจก็สามารถดูไปสืบค้นข้อมูล ตรวจวันเเละเวลา ปรากฎการณ์ "ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก" ปี 2566 ใน 77 จังหวัดของไทย 2566 (คลิกที่นี่)
ย้อนอ่าน >> วันและเวลาที่พระอาทิตย์ตั้งฉากทั้ง 77 จังหวัดประเทศไทยในปี 2565
NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ฯ เผย ปี 2566 ดวงอาทิตย์ตั้งฉากวันไหนบ้าง เช็กข้อมูลครบทั้ง 77 จังหวัด >> คลิกที่นี่
ตะลึงกันทั้งวงการกับภาพถ่ายสุดคมชัดของ #ดาวยูเรนัส จากกล้องเจมส์ เว็บบ์
วันที่ 6 เมษายน 2023 องค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA เปิดเผยภาพถ่ายดาวยูเรนัสจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST) เผยให้เห็นเมฆในชั้นบรรยากาศ วงแหวนสุดคมชัดถึง 11 ชั้น และดวงจันทร์ขนาดใหญ่อีก 6 ดวง
ภาพนี้ถ่ายโดยอุปกรณ์ NIRCam ของ JWST ซึ่งเป็นกล้องถ่ายภาพในย่านรังสีอินฟราเรดใกล้ (near-infrared) ประมวลผลรวมกันระหว่างช่วงคลื่น 1.4 และ 3.0 ไมครอน แสดงในภาพเป็นสีฟ้าและสีส้มตามลำดับ ดังนั้น สีฟ้าที่แสดงในภาพนี้เป็นเพียงสีของตัวแทนข้อมูลที่ได้จากช่วงคลื่น 1.4 ไมครอน ไม่ใช่สีที่แท้จริงที่จะมองเห็นได้ในช่วงคลื่นที่ตามนุษย์มองเห็น
พื้นที่บนดาวยูเรนัสที่สว่างที่สุดในภาพนั้นเป็นบริเวณขั้วของดาว (polar cap) ซึ่งนักดาราศาสตร์พบว่า บริเวณนี้จะส่องสว่างขึ้นเป็นพิเศษในช่วงที่ขั้วของดาวหันเข้าหาดวงอาทิตย์พอดี และจะค่อย ๆ จางหายไปเมื่อขั้วดาวหันออกจากดวงอาทิตย์ สำหรับจุดที่สว่างเด่น 2 จุดนั้นคือเมฆในชั้นบรรยากาศของยูเรนัสที่สว่างโดดเด่นในช่วงคลื่นอินฟราเรด นักดาราศาสตร์คาดว่า เมฆเหล่านี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดพายุบนดาวยูเรนัส ซึ่งข้อมูลที่ได้จาก JWST ในครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของชั้นบรรยากาศดาวยูเรนัสที่ปัจจุบันก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่หลายส่วนได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ภาพจาก JWST ยังแสดงให้เห็นวงแหวนของดาวยูเรนัสจำนวน 11 ชั้น จากทั้งหมด 13 ชั้น ซึ่งดาวยูเรนัสมีวงแหวนบางมาก มองเห็นได้ยากในช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็น แต่จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนในช่วงคลื่นอินฟราเรด รวมถึงในภาพมุมกว้างยังแสดงให้เห็นดวงจันทร์ขนาดใหญ่ของดาวยูเรนัสจำนวน 6 ดวง จากทั้งหมด 27 ดวง (ภาพในคอมเมนต์)
ทั้งหมดนี้ เป็นการเก็บข้อมูลด้วยระยะเวลาเพียง 12 นาที และใช้ช่วงคลื่นในการประมวลผลเพียง 2 ช่วงคลื่นเท่านั้น ในอนาคตอันใกล้นี้ ทีมนักวิจัยวางแผนที่จะใช้ JWST อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเก็บข้อมูลดาวยูเรนัสให้ได้ความละเอียดมากยิ่งขึ้น
เรียบเรียง : ธนกร อังค์วัฒนะ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์
อ้างอิง :
https://www.esa.int/.../Webb_scores_another_ringed_world...
ภาพถ่ายมุมกว้าง แสดงให้เห็นดวงจันทร์ขนาดใหญ่ของดาวยูเรนัสจำนวน 6 ดวง จากทั้งหมด 27 ดวง (ภาพ : NASA, ESA, CSA, STScI, J. DePasquale (STScI))
ภาพปรากฏการณ์หาชมยาก Mock Mirage & Green Flash เป็น #ภาพถ่ายดาราศาสตร์ฝีมือคนไทย ประจำสัปดาห์นี้ ผลงานของคุณกษิดิศ ลี่อำนวยเจริญ ภาพนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ปี 2564 ประเภทภาพถ่ายปรากฏการณ์ที่เกิดในบรรยากาศของโลก
ภาพที่เห็นนี้มี 2 ปรากฏการณ์เกิดขึ้น ได้แก่ "ม็อคมิราจ" (mock mirage) ดวงอาทิตย์ที่ปรากฏเป็นลักษณะบิดเบี้ยวไม่เป็นทรงกลม และ "กรีนแฟลช" (green flash) แสงสีเขียวที่ปรากฏอยู่บริเวณส่วนบนของดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์ทั้งสอง อาจเรียกรวมกันได้ว่า Mock mirage green flash หรือ M-Mir green flash ถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยาก
หากสังเกตดวงอาทิตย์ที่อยู่ใกล้ขอบฟ้าในตอนเช้าหรือตอนเย็น บางครั้งอาจเห็นดวงอาทิตย์มีลักษณะแปลกตาไม่เป็นทรงกลม ขึ้นอยู่กับลักษณะอุณหภูมิของอากาศเหนือพื้นผิวว่าเป็นเช่นไร ในกรณีดังภาพนี้เกิดจากการที่อากาศในบางระดับเหนือพื้นผิวมีอุณหภูมิสูงขึ้นแทนที่จะลดลง เรียกว่า การผกผันของอุณหภูมิ (temperature inversion) กล่าวคือในระดับชั้นอากาศนั้น อุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อความสูงเพิ่มขึ้น แสงจากดวงอาทิตย์จะเกิดการหักเหจนบิดเบี้ยวไม่เป็นทรงกลม และยังสามารถเกิดแสงสีเขียวปรากฏขึ้นเหนือส่วนบนของดวงอาทิตย์ ในช่วงเวลาสั้นๆ
นอกจากนี้ ความแตกต่างของอุณหภูมิอากาศเหนือพื้นผิว ยังสามารถส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์รูปโอเมกา (Omega Sun) เมื่อบริเวณพื้นผิวมีอุณหภูมิร้อนจัด อากาศที่อยู่ใกล้พื้นจึงร้อนตามไปด้วย ในขณะที่อากาศที่อยู่เหนือขึ้นไปจะเย็นกว่า ทำให้รังสีของแสงจากวัตถุบางส่วนเบี่ยงโค้งกลับด้านขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราจะเห็นภาพหนึ่งตรงมาจากวัตถุนั้นเป็นภาพปกติ และอีกภาพหนึ่งมาจากรังสีของแสงที่เบี่ยงโค้งเป็นภาพหัวกลับอยู่ใต้ภาพแรก เรียกว่า มิราจแบบอยู่ใต้วัตถุจริง (inferior mirage) เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้จะตกลับขอบฟ้าในขณะนั้นขอบล่างของดวงอาทิตย์จะสัมผัสกับขอบบนของภาพมิราจ แล้วผนวกรวมกัน บริเวณที่ผนวกรวมกันนี้จะปรากฏเป็นสีแดงขึ้น เรียกว่า red flash
#รายละเอียดการถ่ายภาพ
วัน / เดือน / ปี ที่ถ่ายภาพ : 11/12/2020
เวลา ที่ถ่ายภาพ : 6:45:00
สถานที่ถ่ายภาพ : ยอดดอยหลวงเชียงดาว
อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ : Nikon D810, Nikkor 70-200 f2.8 FL
ขนาดหน้ากล้อง : f 5.0
เวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพ : 1/8000 sec
ความยาวโฟกัส : 200 mm
อัตราส่วนทางยาวโฟกัส : 77/200
ความไวแสง : 800
ภาพ : กษิดิศ ลี่อำนวยเจริญ - ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ปี 2564 ประเภทภาพถ่ายปรากฏการณ์ที่เกิดในบรรยากาศของโลก
ข้อมูล : ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ
#ภาพถ่ายดาราศาสตร์ฝีมือคนไทย
#ThaiAstrophographyoftheWeek #TAW