svasdssvasds
เนชั่นทีวี

สังคม

"จุฬาฯ"เปิดงานวิจัย"เครียดสะสม"เพิ่มขึ้นในมหาวิทยาลัย พบปัญหา"หนี้ กยศ."

04 ธันวาคม 2565
เกาะติดข่าวสาร >> Nation Story
logoline

สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สสส. จับมือ อว. ร่วมหาทางออกด้านสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย หลังพบความเครียดสะสมเพิ่มขึ้น บวกปัจจัยเสี่ยงรอบด้านกระตุ้นจิตตก

จากตัวเลขการวิจัยของ องค์การอนามัยโลก ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 พบคนทั่วโลก 300 ล้านคน เป็นโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก และ เยาวชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า มีสถิติการฆ่าตัวตาย ต่อประชากร 100,000 คน สูงเป็นอันดับที่สองของโลก รองจากภูมิภาคยุโรป

ซึ่งในประเทศไทย ติดอันดับต้นๆ การสูญเสียจากการฆ่าตัวตายเฉลี่ย 6 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน แน่นอนว่า หลังจากที่คนทั่วโลกต้องเผชิญ กับวิกฤตโควิด ย่อมเกิด "ความเครียดสะสม" จนทำให้ตัวเลขดังกล่าวถีบตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยยะ

ล่าสุด "สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม และเครือข่ายผู้แทนจากมหาวิทยาลัย 15 แห่ง ร่วมผนึกกำลังผ่าน "การประชุมแนวทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสุขภาวะในประเทศไทย" เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง มหาวิทยาลัยเครือข่าย ในการขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีในระดับมหาวิทยาลัย และประเทศไทย

ทั้งนี้ "สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. ยังได้ทำ "โครงการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย" เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจสุขภาวะที่ดีสำหรับนิสิตนักศึกษาไทย ซึ่งถือเป็นเจนเนอเรชั่นสำคัญที่กำลังจะเข้าสู่วัยทำงาน และ เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศต่อไป และเป็นการยกระดับสุขภาพของประชาชนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของ สสส. ที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวมใน 4 มิติ ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม

"ดร.ศิริเชษฐ์ สังขะมาน" ที่ปรึกษาโครงการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"ดร.ศิริเชษฐ์ สังขะมาน" ที่ปรึกษาโครงการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง โครงการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ว่า เป็นการเก็บ รวบรวมข้อมูลจากนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวนทั้งสิ้น 9,050 ชุด จากมหาวิทยาลัยเครือข่ายทั่วประเทศ จำนวน 15 แห่ง จาก 5 ภูมิภาค

ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะโบราณคดี, มหาวิทยาลัยศิลปากร, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยพะเยา, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เพื่อสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่ครอบคลุมในทุกด้าน

 


  \"จุฬาฯ\"เปิดงานวิจัย\"เครียดสะสม\"เพิ่มขึ้นในมหาวิทยาลัย พบปัญหา\"หนี้ กยศ.\"

อาทิ ประเด็นสุขภาพจิต  พบว่า มีจำนวนนิสิตนักศึกษา ร้อยละ 30 รู้สึกเศร้าบ่อยครั้ง ถึงตลอดเวลา โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 4.3 ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่า มีอาการทางจิตเวช อย่างโรคซึมเศร้า และโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar) เกือบร้อยละ 40 มีความเครียดบ่อยครั้งถึงตลอดเวลา

\"จุฬาฯ\"เปิดงานวิจัย\"เครียดสะสม\"เพิ่มขึ้นในมหาวิทยาลัย พบปัญหา\"หนี้ กยศ.\"

โดยกว่าร้อยละ 4 ของนิสิตนักศึกษาทั้งหมด เคยคิดฆ่าตัวตายอยู่บ่อยครั้ง ถึงตลอดเวลา, ร้อยละ 12 ได้เคยลงมือทำร้ายร่างกายตนเองแล้ว โดยในจำนวนนี้มีถึงร้อยละ 1.3 ที่ได้ลงมือทำร้ายร่างกายตนเองบ่อยครั้ง ถึงตลอดเวลา

ประเด็นพฤติกรรมเนือยนิ่ง 
และการบริโภคอาหาร พบว่า มีแนวโน้มรับประทานอาหารเช้าลดลง การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกันกับการรับประทานอาหารรสจัด และ อาหารที่มีไขมันสูง ในขณะที่มีแนวโน้มพฤติกรรมการออกกำลังกายลดลง และมีพฤติกรรมเนือยนิ่งเพิ่มสูงขึ้น

 

\"จุฬาฯ\"เปิดงานวิจัย\"เครียดสะสม\"เพิ่มขึ้นในมหาวิทยาลัย พบปัญหา\"หนี้ กยศ.\"
ส่วนหนึ่ง มาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียน การสอน แบบออนไลน์ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับ 1 ใน 3 มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้สัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่ง มีค่าดัชนีมวลกายไม่เหมาะสม โดย 1 ใน 4 เผชิญ กับภาวะผอม และมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ส่งผลต่อการเจ็บป่วย หรือการเป็นโรคที่เกี่ยวกับออฟฟิศซินโดรมเพิ่มมากขึ้น

ประเด็นพฤติกรรมการใช้ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติดอื่นๆ พบ การสูบบุหรี่ภายในมหาวิทยาลัยสูงกว่าร้อยละ 40 และร้อยละ 9 มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ่อยครั้ง ส่วนการใช้สารเสพติดอื่นๆ เช่น กัญชา กระท่อม พบได้น้อยร้อยละ 0.4 ที่ใช้บ่อยครั้ง และอีกร้อยละ 2 ที่ใช้บ้างนานๆ ครั้ง

ประเด็นความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน พบว่า มีพฤติกรรมการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งขณะใช้รถเพียงร้อยละ 60 ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียง 1 ใน 3 ที่สวมหมวกนิรภัยขณะใช้จักรยานยนต์ ร้อยละ 15 และเคยมีการขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมา เกือบครึ่งดื่มในปริมาณมาก นำไปสู่การบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต
 
\"จุฬาฯ\"เปิดงานวิจัย\"เครียดสะสม\"เพิ่มขึ้นในมหาวิทยาลัย พบปัญหา\"หนี้ กยศ.\"

 

\"จุฬาฯ\"เปิดงานวิจัย\"เครียดสะสม\"เพิ่มขึ้นในมหาวิทยาลัย พบปัญหา\"หนี้ กยศ.\"

ประเด็นเพศสภาพ และพฤติกรรมทางเพศ ปัจจุบันมีการเปิดกว้างทางเพศมากขึ้น พบว่า ประมาณ 1 ใน 4 ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ และพบมากในนิสิตนักศึกษาชาย ร้อยละ 33.4, นิสิตนักศึกษาหญิง ร้อยละ 27.9 และกลุ่ม LGBTQIA+ ,ร้อยละ 19.9 มีการคุมกำเนิดโดยใช้ถุงยางอนามัยเป็นหลักถึงร้อยละ 46.6 แต่ยังมีอีกร้อยละ 5 ที่ไม่ได้ป้องกัน


\"จุฬาฯ\"เปิดงานวิจัย\"เครียดสะสม\"เพิ่มขึ้นในมหาวิทยาลัย พบปัญหา\"หนี้ กยศ.\"

ประเด็นภาระทางการเงิน พบสถานะทางการเงินที่ค่อนข้างแตกต่างกัน โดยครึ่งหนึ่ง ไม่มีหนี้สินทางการเงิน ส่วนมากอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล อีกครึ่งหนึ่ง มีภาระหนี้สิน พบมากในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้

โดยเกือบร้อยละ 40 เป็นหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หนี้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นหนี้ค่าเล่าเรียน รองลงมาคือ หนี้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และหนี้ค่าที่พักอาศัย ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่พฤติกรรมการเป็นหนี้เป็นวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม หรือพื้นที่ ได้แก่ หนี้หวย,หนี้พนันบอล ซึ่งมีการเล่นภายในครัวเรือนและมีอิทธิพลต่อวิถีการใช้จ่ายของนิสิต นักศึกษาด้วย

ประเด็นปัจจัยที่มีผลต่อการเรียน พบความเครียด เป็นสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 20 รองลงมาคือ ปัญหาทางการเงิน ร้อยละ 11.5, ความรู้สึกวิตกกังวล ร้อยละ 10.7, คิดถึงบ้าน ร้อยละ 9.3, ปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ ร้อยละ 7.9 และปัญหาเกี่ยวกับสมาธิ ร้อยละ 7.7 อีกร้อยละ 5 มีปัญหาการติดสื่อสังคมออนไลน์และเกม


  \"จุฬาฯ\"เปิดงานวิจัย\"เครียดสะสม\"เพิ่มขึ้นในมหาวิทยาลัย พบปัญหา\"หนี้ กยศ.\"

ประเด็นความรุนแรงและการล่วงละเมิด พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.7 ไม่เคยโดนกระทำความรุนแรง หรือ การถูกล่วงละเมิด ที่เหลือร้อยละ 10 เคยโดนกระทำแล้วด้วยการถูกทำร้ายจิตใจจากคนใกล้ชิด คิดเป็นร้อยละ 32.2, ถูกคุกคามทางวาจา ร้อยละ 32.0 และถูกลวนลาม ร้อยละ 8.9 โดยนิสิตนักศึกษาที่เป็น LGBTQIA+ และในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมีสัดส่วนสูงสุด

"ดร.ศิริเชษฐ์" ชี้ให้เห็นว่า แนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพของนิสิตนักศึกษาของประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนในระดับนโยบายภายใต้ 2 แนวทาง เริ่มจากการพัฒนาฐานข้อมูลสถานการณ์ด้านสุขภาพของนิสิตนักศึกษาในประเทศไทย เพื่อทำให้เกิดการรับรู้สถานการณ์ระดับประเทศ หรือ แนวทางการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยอื่นที่เป็นปัจจุบัน นำข้อมูลมาใช้เปรียบเทียบ และ ขับเคลื่อนนโยบายที่เหมาะสมสำหรับมหาวิทยาลัยของตนในแต่ละแห่ง

โดยเก็บข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพของนิสิตนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแนวทางการเฝ้าระวังหรือป้องกันแบบ "เชิงรุก" ผ่านการตอบแบบสอบถาม "แบบประเมินสุขภาวะระดับมหาวิทยาลัย" ในรูปแบบออนไลน์ และสร้างกลไก เพื่อนช่วยเพื่อน (Health-me Buddy) เพื่อเสริมการทำงานของแต่ละมหาวิทยาลัยในการดูแล และเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตของเพื่อนร่วมชั้นเรียน ผ่านการอบรม และทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านร่างกายและจิตวิทยา และบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ


นายพงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ" ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (สำนัก 8) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

"นายพงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ" ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (สำนัก 8) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า แผนการพัฒนาประเทศได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะในด้านการสาธารณสุขนั้น ได้มีการเน้นถึงความสำคัญของการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะเด็ก เด็กวัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน วัยสูงอายุ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเรียนระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังจะเข้าสู่วัยทำงานในระยะเวลาต่อไป แนวโน้มพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับสุขภาพ และสังคม ปัจจุบันของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เช่น พฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พฤติกรรมทางเพศ ยาเสพติด การออกกำลังกาย สุขภาพจิต การกลั่นแกล้งที่แสดงออกด้วยคำพูด หรือพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อผู้อื่น อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาทาง สังคมและสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การทำความเข้าใจพฤติกรรมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัย ในประเทศไทย รวมทั้งการศึกษาผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

"ผลสำรวจจากโครงการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยครั้งนี้ จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับองค์ความรู้ของ สสส. เพื่อนำไปสู่การผลักดันนโยบายสุขภาวะในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิภาพ" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
 

\"จุฬาฯ\"เปิดงานวิจัย\"เครียดสะสม\"เพิ่มขึ้นในมหาวิทยาลัย พบปัญหา\"หนี้ กยศ.\"

ด้าน "ดร.ลัทธจิตร มีรักษ์" ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปิดท้ายว่า การประชุมในครั้งนี้จะทำให้เกิดการรับรู้ถึงกลไกในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะในมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมตามแต่ละบริบทของมหาวิทยาลัย ซึ่งทางกระทรวงฯ จะนำผลการศึกษานี้ไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการดำเนินงานในอนาคตร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมพร้อมขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาวะที่เหมาะสมสำหรับนิสิตนักศึกษาในประเทศไทยต่อไป

 

\"จุฬาฯ\"เปิดงานวิจัย\"เครียดสะสม\"เพิ่มขึ้นในมหาวิทยาลัย พบปัญหา\"หนี้ กยศ.\"

logoline