วินาทีที่นั่งรอคนผ่านมาเจอนั้น ก็คิดแค่ว่าถ้าหากตายไปทางครอบครัวจะเป็นอย่างไร ใครจะดูแล เพราะสามีก็ป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ส่วนลูกชายฝาแฝดคนหนึ่งก็เรียนอยู่ อีกคนมีปัญหาทางการได้ยิน ตอนนั้นนอกจากร่างกายจะบาดเจ็บแล้ว สติก็แทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คิดไปต่างๆ นานา แต่ก็ถือว่าบุญที่ทำมายังช่วยให้ตนรอดพ้นจากนาทีวิกฤตินี้มาได้ ตอนนี้ก็ยังมีอาการวิตกกังวลอยู่ พอออกมาเห็นฝาท่อก็รู้สึกผวาอยู่เหมือนกัน
ขณะที่ อาการบาดเจ็บ ก็มีรอยฟกช้ำที่หลัง และรอยบาดแผลขีดข่วนที่แขน โดยแพทย์ที่ให้การตรวจรักษาระบุว่า มีอาการฟกช้ำค่อนข้างหนัก แต่ไม่มีเลือดคั่งภายใน ซึ่งแม้จะทำให้สบายใจในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังกังวลกับผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดตามมา เพราะตนเองมีโรคประจำตัวอยู่หลายโรค นอกจากนี้ ในวันเกิดเหตุทางรองนายกเทศมนตรี ก็ได้เดินทางไปดูแลที่โรงพยาบาล และต่อมาทางเทศบาลฯ ก็ได้ติดต่อว่า จะเข้ามาเยี่ยมในวันนี้ แต่ยังไม่ได้ระบุเวลา และยังไม่มีการพูดคุยอะไรกันถึงเรื่องการเยียวยา
นางวิภารัตน์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ตนเองอยากฝากไปยังผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้นับเป็นโชคดีที่ตนรอดมาได้ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ถ้าเป็นเด็กก็อาจจะเกิดความสูญเสียได้ ดังนั้น หากมีการซ่อมแซมหรือทำอะไรที่จะเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตของพี่น้องประชาชน ก็ควรที่จะต้องมีการทำป้ายเตือน หรือวางที่กั้นเตือนให้ประชาชนทราบ จะได้ไม่เกิดเหตุแบบนี้อีก พร้อมกันนี้ก็ขอขอบคุณทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่มีไหวพริบกับการแก้ปัญหาช่วยผู้บาดเจ็บได้ดีมาก รวมถึงหญิงสาวพลเมืองดีคนหนึ่งที่โดดลงไปช่วยตนในท่อระบายน้ำ