นายกิตฌพัตน์ กล่าวต่อว่า ตนอยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวบ้านที่ถูกทางอุทยานประกาศเขตพื้นที่ทับพื้นที่ชุมชนกว่า 90 หมู่บ้าน รวม 5 อำเภอ ถึงแม้ว่ากระแสสังคมจะมองว่าตนและชาวบ้านในพื้นที่นั้นเป็นผู้บุกรุก ซึ่งเท่าที่เห็นนั้น ส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นชาวบ้านที่อยู่อาศัยมาแต่ก่อนแล้ว ส่วนนายทุนนั้นจะมีอยู่ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และถ้าดูตามหลักฐานแล้ว ชุมชนอยู่มาก่อนที่อุทยานจะประกาศเขตพื้นที่อุทยานเสียอีก ตนและชาวบ้านไม่ต้องการให้ออกเป็นโฉนดที่ดิน ขอแค่เพียง สปก.เอาไว้อยู่อาศัย และทำกินเท่านั้นเอง
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับ นางปิ่นแก้ว เหิมขุนทด ชาวตำบลไทยสามัคคี ซึ่งเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ถูกทางอุทยานฯทับลานฟ้องร้องดำเนินคดี และขณะนี้ คดียังอยู่ในชั้นศาล
โดย นางปิ่นแก้ว เล่าว่า ตนเองมีพื้นที่อยู่ประมาณ 4 ไร่กว่า ซึ่งรับมาจากพ่อของตน ที่ย้ายเข้ามาอยู่ประมาณปี 2500 ส่วนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ เป็นเอกสาร ภบท.5 ซึ่งตนก็มีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่เรื่อยมา จนกระทั่งในปี 2524 ได้มีการประกาศให้พื้นที่บริเวณตำบลไทยสามัคคีเป็นพื้นที่อุทยาน ต่อมาในปี 2555 ตนเองได้ถูกอุทยานฯทับลานฟ้องร้อง ปัจจุบันนี้ตนก็ยังคงต้องไปขึ้นศาล และจะไปขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 19 กันยายน นี้
อย่างไรก็ตาม จากการที่ถูกทางอุทยานฯทับลาน ฟ้องร้องดำเนินคดีตนเองนั้น ส่งผลกระทบต่อตนเป็นอย่างมาก เนื่องจากหมดค่าใช้จ่ายในการไปจ้างทนายความ เพื่อไปสู้คดี จ่ายค่าเดินทางไปขึ้นศาล รวมระยะเวลากว่า 12 ปี และนับตั้งแต่ที่ถูกฟ้อง ตนเสียเงินไปแล้วหลายแสนบาท อีกทั้ง ยังได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวเนื่องจากมีรีสอร์ทปิดตัวลง ชาวบ้านตกงานขาดรายได้ ซ้ำยังมาเจอปัญหาเศรษฐกิจอีก ทำให้ตอนนี้ตนมีความเครียดเป็นอย่างมาก ตนอยากให้ทางรัฐบาลดำเนินการตามประกาศปี 2543 ซึ่งเป็นประกาศที่กันพื้นที่ชุมชนออกจากป่า เนื่องจากหลักฐานเอกสาร รวมไปถึงหลักที่แสดงเขตพื้นที่อุทยานปี 2543 นั้น ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าชาวบ้านอยู่อาศัยมาก่อนอุทยานจะประกาศเสียอีก
ด้าน นายสมบูรณ์ สิงกิ่ง นายก อบต.ไทยสามัคคี กล่าวว่า จากกรณีที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ได้รับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามมาตรา 8 ตามกฎหมายอุทยานแห่งชาติ ก็ทำให้ชาวบ้านรู้สึกตื่นตัวกันมาก เพราะเรื่องนี้จะเกี่ยวเนื่องกับมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2566 ซึ่งให้อุทยานฯ กันพื้นที่ออก ตามแผนที่ One Map
แต่ภายหลังที่ทาง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานฯ ได้พยายามนำข้อมูลเพียงด้านเดียว มาให้ข่าวชี้นำสังคมให้เกิดความคล้อยตาม เพื่อไม่ให้มีการกันพื้นที่กว่า 2 แสนไร่นี้ออกไปจากเขตอุทยานฯ นั้น ก็ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก เพราะความจริงนั้นการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เมื่อปี 2524 เป็นการประกาศเขตทับที่อยู่อาศัยของประชาชน จำนวน 97 ชุมชน ที่ตั้งรกรากอยู่มาก่อนนานแล้ว นับว่าเป็นการประกาศเขตอุทยานทับซ้อนชุมชนมากที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้
มองว่า เรื่องนี้ทางอุทยานแห่งชาติ และนักอนุรักษ์ ต้องยอมรับก่อนว่าเป็นเรื่องจริง แต่การให้ข่าวของ นายชัยวัฒน์ ฯ ทำให้เกิดการบิดเบือนจากความเป็นจริงดังกล่าว ทั้งนี้ เรื่องการกันเขตอุทยานฯ เคยมีมติ ครม.ออกมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2540 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2566 ซึ่งการจะมีมติ ครม.ก็ต้องผ่านการกลั่นกรองโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาอย่างดีแล้ว เพราะพื้นที่ที่มติ ครม.ให้กันออกไปกว่า 2 แสนไร่นี้ ไม่มีสภาพความเป็นป่าหลงเหลืออยู่อีกแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อปี 2524 นั้น มีวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคง เพื่อต้องการควบคุมพื้นที่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ดังนั้นจึงมีการเร่งรีบประกาศเขตอุทยานแห่งชาติออกมาจำนวนมากถึง 20 แห่ง ในปีเดียว โดยยึดตามภาพถ่ายทางอากาศเป็นหลัก ไม่มีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ลงพื้นที่มาสำรวจอย่างทั่วถึงแต่อย่างใด ทำให้เกิดการทับซ้อนพื้นที่ชุมชนจำนวนมาก สังเกตได้จากพื้นที่ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว เดิมทีนั้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ที่ทางกองทัพภาคที่ 2 ไปตั้งชุมชนไทยสามัคคีขึ้นมา และมีกระบวนการตั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่ปี 2521 ก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานฯ ในปี 24
แต่ภายหลังมีการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวขึ้นมา บางจุดมีการทำเป็นรีสอร์ท ก็ทำให้เกิดการจับกุมดำเนินคดีต่างๆ จึงกลายเป็นข้ออ้างที่สำนักอุทยานแห่งชาติ นำมาเป็นเหตุไม่ยอมให้มีการกันพื้นที่ออกไป ซึ่งกระบวนการกันพื้นที่มีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนเสร็จแล้ว ถ้าไม่เชื่อชาวบ้าน ไม่เชื่อผู้นำอย่างตน ก็ไปดูข้อมูลของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งทำสรุปไว้อย่างละเอียดและดีมาก แต่ถ้ายังยืนยันว่าจะไม่กันออกมา ชาวบ้านก็จะถูกลิดรอนสิทธิ์ที่ทำมาหากิน เพราะจะทำอะไรไม่ได้ ติดขัดข้อกฎหมายของอุทยานฯ ไปหมด แม้ว่าจะบอกว่ามีมาตรา 64 ของกฎหมายอุทยานฯ แต่เมื่อชาวบ้านจะไปไถที่ทำการเกษตร หรือจะปลูกบ้านเรือน ก็จะถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จ้องที่จะจับกุมดำเนินคดีต่อเนื่อง และตราบใดที่ยังเป็นเขตอุทยานฯ วิถีชีวิตของชาวบ้านก็จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน จึงขอความเป็นธรรมให้กับชาวบ้านด้วย