ในขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 23 แห่ง เหลือปริมาณน้ำเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 168.60 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 50.90 และเป็นน้ำใช้การได้ 143.56 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 46.89 เท่านั้น ซึ่งในจำนวน 23 อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีอยู่ 3 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำคงเหลือมากกว่า ร้อยละ 80 ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านสันกำแพง อ.วังน้ำเขียว , อ่างเก็บน้ำห้วยตะคร้อ อ.คง และอ่างเก็บน้ำห้วยยางพะไล อ. ประทาย
ขณะเดียวกัน มี 3 แห่งที่มีปริมาณน้ำเหลือน้อยมาก ไม่ถึงร้อยละ 30 ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยปราสาทใหญ่ อ.ด่านขุดทด เหลือน้ำใช้การแค่ 1.40 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 17.87 ในขณะที่อ่างเก็บน้ำหนองกก อ.พระทองคำ เหลือน้ำใช้การ 0.43 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 15.44 เท่านั้น และอ่างเก็บน้ำบึงกระโตน อ.ประทาย เหลือน้ำใช้การแค่ 1.31 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 14.68
ซึ่งนอกจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงกลางวัน จะเป็นสาเหตุทำให้ระดับน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและในอ่างเก็บน้ำลดลงอย่างรวดเร็วแล้ว การสูบดึงน้ำไปทำนาปรังของเกษตรกรในหลายพื้นที่ ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณน้ำลดลงจนถึงขั้นแห้งขอด ทำให้ผู้ใช้น้ำในภาพรวม ต้องเสี่ยงจะได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคในช่วงหน้าแล้ง
"ทางชลประทานต้องเร่งส่งจ่ายน้ำลงไปตามคลองธรรมชาติและคลองชลประทาน เพื่อรักษาระบบนิเวศลำน้ำ และให้มวลน้ำส่งไปถึงพื้นที่ปลายน้ำ เพื่อสนับสนุนการผลิตประปาหมู่บ้าน จึงขอย้ำมายังเกษตรกร อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว สูบดึงน้ำไปใช้ทำนาปรัง จนเกิดผลกระทบทำให้ไม่เหลือน้ำไปใช้ผลิตประปาเพื่อการอุปโภค-บริโภคของประชาชนภาพรวม" นายกิติกุล กล่าว