จากข้อความดังกล่าวทำให้ "ฌอน" ถูกวิพากษ์วิจารณ์และทัวร์ลงอย่างหนัก และมีการตั้งข้อสงสัยกรณีเปิดรับเงินบริจาคดับไฟป่าเชียงใหม่ เนื่องจากทีมดับไฟป่าที่ลงพื้นที่แทบทุกจุด ไม่เคยได้รับสิ่งของอะไรจากฌอนเลย และ มีการขุดว่าในเดือนมีนาคม 2563 ฌอนได้เปิดรับเงินบริจาค ให้คนโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง เพื่อจะนำเงินไปช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ดับไฟป่า แต่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าตัวจริงได้ออกมาตั้งคำถามว่าแล้วเงินบริจาคอยู่ไหน ฌอนไม่เคยมีการเปิดเผยยอดบริจาค และไม่เคยได้รับสิ่งของจากฌอนเลย ต่อมาฌอนก็ออกมาชี้แจง แต่ยิ่งทำให้เรื่องบานปลาย เพราะเงิน 1 ใน 3 ของยอดบริจาค ถูกนำไปใช้เป็นค่าผลิตสื่อรวมทั้งนำเงินไปช่วยผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งถูกมองว่าผิดประสงค์ในการขอรับบริจาค
ต่อมาตัวแทนกลุ่มเจ้าหน้าที่อาสาสมัครดับไฟป่า ผู้นำชุมชนในพื้นที่ อ.แม่ริมได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายบุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์ ปลัดอำเภอแม่ริม หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม อ.แม่ริม (ในขณะนั้น ) ได้รวบรวมพยานหลักฐานการโอนเงินของชาวบ้านที่บริจาคเงิน นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือสอบถามไปยังธนาคารซึ่งฌอน เป็นเจ้าของบัญชี และได้ทำหนังสือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลว่าได้รับเงินบริจาคจากฌอน หรือไม่ ปรากฏว่าไม่ได้เงินบริจาค จากฌอน แต่อย่างใด
หลังจากนั้นมีผู้เข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมอำเภอแม่ริมให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย และจากการดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและการให้ถ้อยคำของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้เสียหาย, เจ้าหน้าที่และหน่วยงาน จนได้ข้อสรุปหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจน จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี 3 ข้อหา ได้แก่ ความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์, พระราชบัญญัติการเรี่ยไร และฉ้อโกงประชาชน จนนำมาสู่การสั่งฟ้องในที่สุด