ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงตอบโจทย์การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตรองรับการลงทุนภาคการผลิตและบริการ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการพัฒนาบุคลากรของประเทศ จากการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถปรับตัวในการจัดการศึกษา และรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากขึ้น รวมถึงภาคเอกชนจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาทักษะของบุคลากรโดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบการร่วมดำเนินการ ระหว่างภาคการศึกษา และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ส่งผลให้บุคลากรของประเทศ ได้รับการพัฒนาให้มีทักษะที่ตอบโจทย์อนาคต
“โครงการนี้นอกจากจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านหลักสูตรการเรียนการสอนแล้ว ยังเป็นโอกาสให้นักศึกษาสามารถรู้ถึงความต้องการของผู้ประกอบการ รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนจุดแข็งอะไร ต้องพัฒนาอะไร นำไปสู่การจับคู่กับสายงานที่สนใจ เป็นโอกาสเชื่อมโยงไปสู่การทำงานได้ทันทีหลังเรียนจบ และหากต้องการสะสมหน่วยกิต ในอนาคตก็มีแนวทางนำชั่วโมงการเรียนมารวมอยู่ในธนาคารหน่วยกิต (credit bank) เพื่อโอนไปเป็นหน่วยกิตในสถาบันการศึกษา และเปลี่ยนเป็นประกาศนียบัตรหรือใบปริญญาได้” ดร.กิติพงค์ กล่าว
ด้านนางสาวเพ็ญสุดา กล่าวว่า แพลตฟอร์มนี้มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนและตอบโจทย์คนใน 3 กลุ่ม ได้แก่
1) มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา
2) นิสิต/นักศึกษาและบุคคลทั่วไป
3) องค์กรเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยในการเตรียมและพัฒนาคนเก่งที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของตลาด
โดยในแพลตฟอร์มจะมีสมรรถนะในการทำงานที่สำคัญต่อทุกๆ บทบาทและสายอาชีพ ให้เรียนรู้รวมอยู่ 40 สมรรถนะ สมรรถนะในหน้าที่งานที่สำคัญต่อทุกๆ บทบาทและสายอาชีพ รวม 6 สมรรถนะ และสมรรถนะในหน้าที่เฉพาะเจาะจงกับแต่ละบทบาทและสายอาชีพ รวม 40 กลุ่มอาชีพ ให้สามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจ ซึ่งขั้นตอนการสรรหาคนเก่ง จะมีไลฟ์แนะนำงานและโอกาสในสายอาชีพ ไลฟ์เลิร์นนิ่งหัวข้อสมรรถนะที่ต้องการ กำหนดโปรไฟล์สำหรับตำแหน่งงาน ประเมินสมรรถนะที่จำเป็นตามโปรไฟล์ ประเมินศักยภาพผ่านผลงานจริง ตั้งโจทย์ประเมินหลังไลฟ์เลิร์นนิ่ง ตามด้วยการสัมภาษณ์พร้อมด้วยผลประเมิน ก่อนจะเข้าสู่การหาแนวทางการเรียนรู้ พัฒนาทักษะที่ตรงกับตัวบุคคลต่อไป
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าใช้งานแพลตฟอร์มนี้ได้ผ่าน QR Code หรือเว็บไซต์ https://www.brighterbee.co/ โดยจะเริ่มเปิดให้ใช้งานในเฟสแรก สำหรับนิสิต/นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 และเปิดให้ใช้งานในเฟสสอง สำหรับทุกคน จะเข้าใช้งานได้ในวันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานตามเป้าหมาย 2 ล้านคนภายในปี 2566