เนชั่นทีวี

ข่าว

“ภาวุธ” พ้อถูกปั้นเป็นหัวโจกคดี Forex - ชี้คดี “ไอเดียร์” รมต. 2 มาตรฐาน

21 ต.ค. 2569 | katchatapong_lee

“ภาวุธ” พ้อถูกปั้นเป็นหัวโจกคดี Forex - ชี้คดี “ไอเดียร์” รมต. 2 มาตรฐาน

“ภาวุธ” พ้อถูกปั้นเป็นหัวโจกคดี Forex ทั้งที่เป็นเพียงตัวเล็ก ๆ ยืนยันบริสุทธิ์ใจ-ไม่เคยหนี - ชี้คดี “ไอเดียร์” สะท้อนท่าทีรัฐมนตรี 2 มาตรฐาน

“ภาวุธ” พ้อถูกปั้นเป็นหัวโจกคดี Forex ทั้งที่เป็นเพียงตัวเล็ก ๆ ยืนยันบริสุทธิ์ใจ-ไม่เคยหนี - ชี้คดี “ไอเดียร์” สะท้อนท่าทีรัฐมนตรี 2 มาตรฐาน

KEY

POINTS

  • ภาวุธ แจงคดี Forex อยู่ชั้นอัยการ ยืนยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ปัดเป็นเจ้าของธุรกิจสีดำ
  • เสนอ 5 แผนปฏิรูปภาษีดิจิทัล ใช้ข้อมูลภาษีช่วย SME เข้าถึงสินเชื่อ พร้อมปรับเพดาน VAT เป็น 3 ล้านบาท
  • จี้รัฐดึงเม็ดเงินดิจิทัลกว่า 3 แสนล้านบาท หนุน Startup ไทย ใช้เทคโนโลยีคนไทย ลดพึ่งพาต่างชาติ

21 ตุลาคม 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าในคดี Forex ว่า ขณะนี้ อยู่ในชั้นอัยการ และตนเองพบกับอัยการอยู่ตามขั้นตอน ไม่ได้หลบหนีไปไหน พร้อมเข้ากระบวนการตั้งแต่วันแรก ๆ เลย ไม่เก็บตัว ไม่หลบหนี

 

ส่วนมีข้อกังวลอะไรหรือไม่นั้น นายภาวุธ ยืนยันว่า ว่า ไม่มีข้อกังวล และตนเองก็ติดตามข่าวของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ที่มีการมาพาดพิงตนเองว่า นายภาวุธ ทำสแกมเมอร์ หรือ นายภาวุธ ทำเว็บพนันหรือไม่ ซึ่งตนขอย้ำว่า ตนไม่ใช่คนทำธุรกิจ Forex คนทำพนัน หรือธุรกิจสีดำ ฉะนั้น ข้อมูลทุกอย่างตนได้ส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI แล้ว และ DSI ได้ส่งให้อัยการแล้ว และส่วนตัวมีการทำหนังสือขอความเป็นธรรมไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม และเชื่อว่า คดีตนเองเข้าสู่กระบวนการอย่างชัดเจนตั้งแต่มีการออกหมายจับ ไม่ได้มีการเรียกร้องใด ๆ และอยากให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

นายภาวุธ ย้ำว่า ขณะนี้ ข้อมูลทุกอย่างมีครบหมดแล้ว ซึ่งที่เห็นว่า มีเส้นเงินมากมายวิ่งเข้าหาตนเองนั้น ทุกอย่างมีข้อมูลชัดเจน มีที่มาที่ไปอย่างถูกต้อง ซึ่งอยู่ในสำนวนหมดแล้ว และขอให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายดี

ส่วนที่มีการเปรียบเทียบกับคดีของนางสาวสุชาดา มองเป็นหมากทางการเมืองหรือไม่นั้น นายภาวุธ กล่าวว่า ก็คิดได้ เพราะว่า วันนี้ก็เป็น สส.โดนคดีคล้าย ๆ กัน แต่อาจจะแตกต่างกัน คือ คดีตนเอง หากดูภาพรวม คดีมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 50 คน ตนเองเป็นหนึ่งในนั้น และไม่ใช่ตัวหลัก ไม่ใช่คนทำ Forex ด้วย แต่ถูกดึงมา กลายเป็นเหมือนหัวโจกของคดีนี้เลย ทั้งที่เป็นตัวเล็ก ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้อง มีเส้นเงินวิ่งผ่าน แต่อีกคดีหนึ่งก็อาจมีความแตกต่างกัน และจะเห็นได้ชัดว่า คำพูดของรัฐมนตรี มันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น ตนเองไม่อยากพูดเยอะ เพราะเดี๋ยวก็จะเป็นข่าวอีก

 

ส่วนมองคดีของนางสาวสุชาดาอย่างไรนั้น นายภาวุธ กล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามขั้นตอน ตนเองไม่อยากแสดงความคิดเห็น และส่วนตัวเข้าใจว่า คนที่โดนคดีเป็นอย่างไร เพราะหน้าตัวเองอยู่ตามสื่อเป็นอาทิตย์ และไม่ได้สนุกเท่าไร แต่ก็ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนคดี

 

:: "ภาวุธ" จี้รัฐหยุดเงินไหลออก กาง 5 แผนรับมือเศรษฐกิจดิจิทัล ชี้ ภาษี 1.6 หมื่นล้านต้องกลับมาหนุน SME-Startup ไทย ​::

 

ขณะเดียวกัน ในวันนี้ (21 ต.ค.) นายภาวุธ ยังได้เสนอ 5 แผนเพื่อให้ภาครัฐรับมือเศรษฐกิจดิจิทัล และเม็ดเงินภาษีดิจิทัลจำนวนหมื่นกว่าล้าน หลังคนไทยมีการใช้เม็ดเงินผ่านสื่อออนไลน์ทะลุ 300,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขเยอะขึ้นทุกปี แต่กรมสรรพากร สามารถเก็บภาษีจากบริการดิจิทัลได้ประมาณ 16,000 ล้านบาท

 

โดยประเภทที่ 1 เก็บจากผู้ค้าแพลตฟอร์มออนไลน์ และล่าสุดกรมสรรพากรได้ออกระเบียบพิเศษ ให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ส่งข้อมูลยอดขายของทุกร้านค้า ซึ่งคาดการณ์ว่า มีการเก็บภาษีได้สูงถึงเกือบ 2,000 ล้านบาท สามารถสร้างผู้เสียภาษีรายใหม่ได้เกือบ 56,000 ราย ทำให้รายได้จากภาษี VAT และภาษีต่าง ๆ เติบโตขึ้น

 

ประเภทที่ 2 เก็บภาษีบริการจากบริษัทต่างชาติหรือ E-Service Tax เช่น ค่าโฆษณา Facebook, Google หรือ Streaming ต่าง ๆ รวมเป็นเม็ดเงิน 12,000 ล้านบาท และประเภทที่ 3 สินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก หรือ De Minimis ซึ่งเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2567

​
นายภาวุธ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำต่อจากนี้โดยตนมีข้อเสนอให้ 5 ข้อ คือ

1. เปลี่ยนข้อมูลส่งสรรพากรเป็นทุน (Digital Business Passport) ใช้ข้อมูลที่สรรพากรเก็บได้ไปช่วย SME สรรพากรต้องทำงานร่วมกับ ธปท. และสถาบันการเงิน ให้ SME ที่เข้าระบบภาษีถูกต้องสามารถกดปุ่มยินยอมส่ง Data รายรับจากแพลตฟอร์มไปเป็นเครดิตสกอร์ดิจิทัลเพื่อขอกู้เงินได้ เปลี่ยนภาพลักษณ์จากเข้าระบบแล้วโดนรีดภาษี เป็นเข้าระบบแล้วได้แหล่งทุน

 

2. ขยาย SMEs VAT & ภาษีเหมาจ่ายรายย่อย เสนอให้คลังศึกษาขยับเพดาน VAT จาก 1.8 ล้านบาท เป็น 3 ล้านบาท ยอด 1.8 ล้านใช้มา 21 ปีแล้วไม่ได้ปรับเลย เพราะ SME หลายรายพยายามกั๊กรายได้ หรือหลีกเลี่ยงไม่ให้ยอดขายทะลุ 1.8 ล้านบาท เพราะกลัวภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม และการทำบัญชีที่ซับซ้อน กลายเป็นกำแพงที่หยุดการเติบโตของธุรกิจ (Growth Trap) และสำหรับรายย่อยออนไลน์ ควรมีตัวเลือกภาษีเหมาจ่ายอัตราต่ำสุด (0.5-1%) หักผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อจูงใจให้คนกล้าเข้าสู่ระบบมากขึ้น

 

3. กติกาต้องแฟร์ การเก็บ VAT สินค้านำเข้าเป็นเรื่องดี แต่ยังไม่พอ รัฐต้องเชื่อมข้อมูลแพลตฟอร์ม กับ ศุลกากร, สมอ. และ อย. เพื่อบังคับตรวจมาตรฐานสินค้านำเข้าให้เข้มงวดเท่ากับที่ SME ไทยโดน นอกเหนือจากนี้ควรผลักดัน VAT at Checkout ให้แพลตฟอร์มหัก VAT นำส่งรัฐทันทีตั้งแต่ตอนลูกค้าจ่ายเงิน

 

4. รัฐต้องใช้เทคโนโลยีคนไทย รัฐต้องปรับการจัดซื้อจัดจ้างให้สนับสนุนเทคโนโลยีของคนไทย ทั้งเอกชนและรัฐ โดยให้ DGA และกรมบัญชีกลาง เปิดบัญชีจัดซื้อบริการดิจิทัลต่างๆ จากบริษัทเทคโนโลยีไทย (ที่ผ่าน NIA/DEPA) ลดการเขียน TOR ล็อกสเปกที่เอื้อบริษัทต่างชาติ และเอาเงินไปสร้างของใหม่ทั้งๆ ที่อาจจะมีของดีพัฒนาพร้อมอยู่แล้ว เอาเม็ดเงินรัฐมาเป็นแต้มต่อให้คนไทย

 

5. Open Data เป็นอาวุธให้ SME สรรพากรมี Data มหาศาล ต้องนำข้อมูลนี้มาทำเป็น Open Data แบบนิรนาม (Anonymized) เพื่อให้ SME ไทยเห็นเทรนด์ว่าสินค้าหมวดไหนขายดี รัฐต้องเอาข้อมูลกลับมาเป็นแผนที่นำทางให้คนไทย ไม่ใช่เก็บไว้ดูคนเดียว


​นายภาวุธ ยังฝากให้หน่วยงานภาครัฐกลับไปพิจารณา ลดการพึ่งพาต่างชาติ หาทางทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้โตขึ้น เพราะหลายคนเห็นข่าวคงทราบว่า ปัจจุบัน Start Up ของไทยห่วยมาก เม็ดเงินไม่มีใครลงทุน เด็กรุ่นใหม่ทำ Startup น้อยลงไปเยอะ ขณะที่ต่างประเทศโตขึ้นมาก จะดีหรือไม่หากเรานำเม็ดเงิน 300,000 กว่าล้านที่ขาดดุลไป เอาเงินเหล่านี้กลับมาช่วยผู้ประกอบการ Startup ไทย คนทำนวัตกรรมไทย จะดีกว่านี้มาก

 

​ส่วนจะกระทบกับผู้บริโภคหรือไม่นั้น นายภาวุธ เห็นว่า หน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมสรรพากร ควรจะบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น Facebook มีรายได้จากประเทศไทยประมาณ 400 ล้านบาท แต่เอเจนซี่โฆษณาของไทยจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Facebook ปีหนึ่งกว่า 8,000 ล้านบาท จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการชักชวนไม่ให้เงินจำนวนนี้ออกนอกประเทศ จึงต้องเป็นกลยุทธ์ชักชวนของรัฐบาลเพื่อดึงเงินจากบริษัทต่างชาติ โดยไม่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้จ่ายภาษี 7%

ข่าวล่าสุด