นายยุทธพรกล่าวอีกว่า ประชาชนเองก็ต้องใช้วิจารณญาณว่าอะไรคือบันเทิงธิปไตย อะไรคือเนื้อหาสาระข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่เป็นเพียงประเด็นดราม่า โจมตีกันไปมาและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ติดตามการอภิปราย หรือคนที่อยู่ในสภา ก็ต้องช่วยกันทำให้การเมืองสร้างสรรค์ และระบบรัฐสภา ระบบประชาธิปไตยยังคงเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน
เมื่อถามถึงกรณีที่มีภาพของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมรับประทานอาหารกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงก่อนจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียง 1 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นายยุทธพรกล่าวว่า สำหรับพรรคกล้าธรรมส่งสัญญาณมานานแล้ว ในลักษณะที่เป็นพรรคฝ่ายคอย ที่อยู่ในพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งการไปรับประทานอาหารมื้อนี้ก็เป็นเพียงการตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้นว่าอาจจะเป็นไปได้สูงที่พรรคกล้าธรรมจะโหวตให้กับรัฐบาล และก็มีโอกาสที่พรรคกล้าธรรมจะเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรี แต่คงจะไม่ใช่ 1-2 วันนี้
ส่วนที่หลายคนกังวลใจว่าอาจจะมีการควบรวมพรรคเกิดขึ้นนั้น ตามกฎหมายแล้วทำไม่ได้ เพราะในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่าการควบรวมพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดเดียวกันนั้นไม่สามารถทำได้ แต่หากจะมายกมือสนับสนุนไว้วางใจให้กับรัฐบาลก็ทำให้รัฐบาลไปต่อได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมีการควบรวมพรรค วันนี้รัฐบาลมีเกือบ 300 เสียง และหากมีเสียงจากพรรคกล้าธรรมเข้ามาอีก เสียงของรัฐบาลก็จะไปถึง 350 เสียง
ส่วนพรรคเพื่อไทยจะต้องเป็นกังวลหรือไม่กับการส่งสัญญาณนี้ นายยุทธพร กล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีทางเลือกที่จะต่อรอง เพราะท้ายที่สุดแล้วพรรคเพื่อไทยก็ยังคงมีเงื่อนไขในหลายประการ ดังนั้น โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะร่วมรัฐบาลก็ยังคงมีอยู่ แต่การแสดงท่าทีว่าต้องขอฟังการอภิปรายและฟังเสียงของประชาชนก่อนนั้นก็ถือว่าเป็นเกมทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดก็เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยก็จะเดินหน้าต่อกับรัฐบาลชุดนี้
"ยุทธพร" ยัน "ทักษิณ" ยื่นนิรโทษกรรมตามสิทธิ์ใน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ย้ำผู้กระทำผิดในคดี ม.112 ไม่อยู่ในข่าย
นายยุทธพร ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ยังกล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอนิรโทษกรรม ล้างมลทินข้อกล่าวหาทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ในช่วงก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เรื่องนี้คงไม่เกี่ยวอะไรกับประเด็นการเมือง เพราะใครที่มีสิทธิ์ยื่นตามกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นสิทธิ์ของเขา ไม่ใช่เพียงแค่นายทักษิณ แต่บุคคลอื่นก็สามารถยื่นได้ เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลให้เกิดการนิรโทษกรรมโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว
โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายประกาศใช้ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ซึ่งหากใครที่เข้าเงื่อนไขในกฎหมายฉบับนี้ที่อยู่ในมาตรา 7 และไม่เข้าข้อห้ามตามมาตรา 3 ก็จะได้รับผลโดยอัตโนมัติ และในมาตรา 8 ก็ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า หากเรื่องอยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวนก็จะต้องยุติการสอบสวน หากเรื่องอยู่ในชั้นพนักงานอัยการก็จะต้องจำหน่ายคดี ถ้าอยู่ในชั้นของราชทัณฑ์ ศาลก็ต้องมีหมายปล่อย หรือแม้กระทั่งการถูกบันทึกในประวัติอาชญากรรมก็จะถูกลบประวัติ ซึ่งนี่คือหน้าที่ของหน่วยงานราชการโดยไม่จำเป็นจะต้องร้องต่อคณะกรรมการ
นายยุทธพร กล่าวต่อว่า ส่วนสิ่งที่จะต้องมาร้องต่อคณะกรรมการคือเรื่องที่มีความไม่ชัดเจน หรือถูกปฏิเสธจากหน่วยงานรัฐ หลายคนเข้าใจว่า คณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจเหนือศาลหรือสามารถสั่งปล่อยคนผิดได้ ซึ่งขอยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะท้ายที่สุดแล้วคณะกรรมการจะต้องดำเนินการตามกรอบของอำนาจหน้าที่ โดยคณะกรรมการชุดนี้เป็นเพียงกลไกชั่วคราวที่มีอำนาจหน้าที่ 180 วัน และหากไม่เสร็จสิ้นก็ต่อได้เพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน โดยยืนยันว่าหากคณะกรรมการชุดนี้ไม่อยู่แล้ว กลไกทางกฎหมายก็ยังมีอยู่ ดังนั้นก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องดำเนินการต่อตามมาตรา 7 และมาตรา 8 ของกฎหมายฉบับนี้
นายยุทธพร กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ถือว่าเป็นข้อห้ามอยู่แล้ว อยู่ในมาตรา 3 ของกฎหมายฉบับนี้ และการรับประกันของสภาผู้แทนราษฎรก็รับหลักการโดยชัดเจนว่าจะไม่รวมการนิรโทษกรรมในความผิดตามมาตรา 112 แต่ทั้งนี้ ผู้ที่กระทำผิดตามมาตรา 112 ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นเรื่องมายังคณะกรรมการได้ แต่ท้ายที่สุดก็จะเป็นข้อจำกัดตามกฎหมายที่จะทำให้ผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 ไม่ได้รับสิทธิ์