เนชั่นทีวี

ข่าว

ยุทธพร ฟันธง อภิปรายไม่ไว้วางใจ ไร้ข้อสอบรั่ว กล้าธรรม หนุนรัฐบาล

20 ต.ค. 2569 | titayu_pur

ยุทธพร ฟันธง อภิปรายไม่ไว้วางใจ ไร้ข้อสอบรั่ว กล้าธรรม หนุนรัฐบาล

"ยุทธพร" เผยอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ไม่มี "ข้อสอบรั่ว" เพราะเป็นประเด็นที่ประชาชนรู้อยู่แล้ว ชี้ภาพ "ธรรมนัส" ร่วมโต๊ะ "อนุทิน" ตอกย้ำกล้าธรรมเตรียมโหวตหนุนรัฐบาล ขณะที่ "เพื่อไทย" ไร้แต้มต่อ สุดท้ายจับมือไปต่อแน่นอน

"ยุทธพร" เผยอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ไม่มี "ข้อสอบรั่ว" เพราะเป็นประเด็นที่ประชาชนรู้อยู่แล้ว ชี้ภาพ "ธรรมนัส" ร่วมโต๊ะ "อนุทิน" ตอกย้ำกล้าธรรมเตรียมโหวตหนุนรัฐบาล ขณะที่ "เพื่อไทย" ไร้แต้มต่อ สุดท้ายจับมือไปต่อแน่นอน

KEY

POINTS

  • ซักฟอกไร้ข้อสอบรั่ว: รศ.ดร.ยุทธพร ชี้อภิปรายไม่ไว้วางใจไม่มีข้อสอบรั่ว เพราะฝ่ายค้านเปิดประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ผ่านโซเชียลไว้หมดแล้ว
  • กล้าธรรมเตรียมหนุนรัฐบาล: ภาพธรรมนัสร่วมโต๊ะอนุทิน ตอกย้ำพรรคกล้าธรรมพร้อมยกมือโหวตหนุน ดันเสียงฝั่งรัฐบาลพุ่งแตะ 350 เสียง
  • เพื่อไทยไร้แต้มต่อจับมือไปต่อ: พรรคเพื่อไทยไม่มีทางเลือกในการต่อรองทางการเมือง แม้แสดงท่าทีฟังเสียงประชาชน แต่สุดท้ายจะเดินหน้ากับรัฐบาลต่อ

20 ตุลาคม 2569 นายยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ วิเคราะห์ภาพรวมก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันที่ 27-30 ต.ค. นี้ ในงาน Nation Forum ณ สยามพารากอน โดยระบุว่าการศึกอภิปรายครั้งนี้จะไม่มีคำว่าข้อสอบรั่ว เพราะประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ถูกเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียให้ประชาชนรับรู้อยู่แล้ว พร้อมชี้ภาพดินเนอร์ธรรมนัส-อนุทินตอกย้ำพรรคกล้าธรรมเตรียมโหวตหนุนรัฐบาล ส่งผลให้เสียงรัฐบาลพุ่งแตะ 350 เสียง ขณะที่พรรคเพื่อไทยไร้แต้มต่อจำต้องจับมือไปต่อแน่นอน ส่วนกรณี ทักษิณ ยื่นขอนิรโทษกรรม เป็นการทำตามสิทธิทางกฎหมาย ไม่มีนัยทางการเมือง

 

ที่สยามพารากอน ในงาน Nation Forum นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อธิบายถึงภาพรวมของการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27-30 ตุลาคมนี้ว่า การอภิปรายในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนเฝ้าติดตามอยู่ ซึ่งครั้งนี้คงไม่ต้องรอข้อสอบรั่วเหมือนในอดีต เพราะฝ่ายค้านก็ออกมาเปิดเผยให้ประชาชนเห็นตามโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว ซึ่งก็มีอยู่ 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

 

นายยุทธพร กล่าวว่า ในส่วนของประเด็นด้านการเมือง คงจะไม่พ้นเรื่องฮั้ว สว. การทุจริตสอบท้องถิ่น Thai AI Passport การดูแลเยียวยาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เขากระโดง และอาจจะรวมไปถึงประเด็นของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ สส.ไอเดียร์ สส. จังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ในส่วนประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ ก็คงจะเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนทางด้านสังคมก็คงจะเป็นเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย อาวุธปืน ความรุนแรงภายในโรงเรียน และอาจจะมีเรื่องปัญหาไฟใต้

 

ซึ่งทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องใช้เวทีตรงนี้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ฝ่ายค้านต้องใช้เวทีนี้ทำการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ ไม่ฉายหนังซ้ำ ต้องมีข้อมูลใหม่ ๆ และรัฐบาลเองก็ต้องใจกว้าง เพราะเวทีนี้คือกลไกในการตรวจสอบอำนาจรัฐ โดยใช้เวทีนี้ชี้แจงต่อสังคมถึงข้อกล่าวหาต่าง ๆ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเรียกความเชื่อมั่นของสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่าระบบรัฐสภากลับคืนมาให้ประชาชนได้เห็นว่า เวทีรัฐสภายังมีความหมาย ไม่ใช่ว่าท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงการโหวต และให้คนที่มีเสียงข้างมากชนะไป ผ่านได้แบบ ultra smooth แต่ต้องทำให้ประชาชนศรัทธาว่าพื้นที่ของสภายังสามารถแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้ เป็นปากเสียงให้กับประชาชนได้

นายยุทธพรกล่าวอีกว่า ประชาชนเองก็ต้องใช้วิจารณญาณว่าอะไรคือบันเทิงธิปไตย อะไรคือเนื้อหาสาระข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่เป็นเพียงประเด็นดราม่า โจมตีกันไปมาและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ติดตามการอภิปราย หรือคนที่อยู่ในสภา ก็ต้องช่วยกันทำให้การเมืองสร้างสรรค์ และระบบรัฐสภา ระบบประชาธิปไตยยังคงเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน

 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีภาพของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมรับประทานอาหารกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงก่อนจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียง 1 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นายยุทธพรกล่าวว่า สำหรับพรรคกล้าธรรมส่งสัญญาณมานานแล้ว ในลักษณะที่เป็นพรรคฝ่ายคอย ที่อยู่ในพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งการไปรับประทานอาหารมื้อนี้ก็เป็นเพียงการตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้นว่าอาจจะเป็นไปได้สูงที่พรรคกล้าธรรมจะโหวตให้กับรัฐบาล และก็มีโอกาสที่พรรคกล้าธรรมจะเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรี แต่คงจะไม่ใช่ 1-2 วันนี้

 

ส่วนที่หลายคนกังวลใจว่าอาจจะมีการควบรวมพรรคเกิดขึ้นนั้น ตามกฎหมายแล้วทำไม่ได้ เพราะในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่าการควบรวมพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดเดียวกันนั้นไม่สามารถทำได้ แต่หากจะมายกมือสนับสนุนไว้วางใจให้กับรัฐบาลก็ทำให้รัฐบาลไปต่อได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมีการควบรวมพรรค วันนี้รัฐบาลมีเกือบ 300 เสียง และหากมีเสียงจากพรรคกล้าธรรมเข้ามาอีก เสียงของรัฐบาลก็จะไปถึง 350 เสียง

 

ส่วนพรรคเพื่อไทยจะต้องเป็นกังวลหรือไม่กับการส่งสัญญาณนี้ นายยุทธพร กล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีทางเลือกที่จะต่อรอง เพราะท้ายที่สุดแล้วพรรคเพื่อไทยก็ยังคงมีเงื่อนไขในหลายประการ ดังนั้น โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะร่วมรัฐบาลก็ยังคงมีอยู่ แต่การแสดงท่าทีว่าต้องขอฟังการอภิปรายและฟังเสียงของประชาชนก่อนนั้นก็ถือว่าเป็นเกมทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดก็เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยก็จะเดินหน้าต่อกับรัฐบาลชุดนี้

 

"ยุทธพร" ยัน "ทักษิณ" ยื่นนิรโทษกรรมตามสิทธิ์ใน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ย้ำผู้กระทำผิดในคดี ม.112 ไม่อยู่ในข่าย

 

นายยุทธพร ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ยังกล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอนิรโทษกรรม ล้างมลทินข้อกล่าวหาทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ในช่วงก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เรื่องนี้คงไม่เกี่ยวอะไรกับประเด็นการเมือง เพราะใครที่มีสิทธิ์ยื่นตามกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นสิทธิ์ของเขา ไม่ใช่เพียงแค่นายทักษิณ แต่บุคคลอื่นก็สามารถยื่นได้ เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลให้เกิดการนิรโทษกรรมโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

 

โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายประกาศใช้ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ซึ่งหากใครที่เข้าเงื่อนไขในกฎหมายฉบับนี้ที่อยู่ในมาตรา 7 และไม่เข้าข้อห้ามตามมาตรา 3 ก็จะได้รับผลโดยอัตโนมัติ และในมาตรา 8 ก็ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า หากเรื่องอยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวนก็จะต้องยุติการสอบสวน หากเรื่องอยู่ในชั้นพนักงานอัยการก็จะต้องจำหน่ายคดี ถ้าอยู่ในชั้นของราชทัณฑ์ ศาลก็ต้องมีหมายปล่อย หรือแม้กระทั่งการถูกบันทึกในประวัติอาชญากรรมก็จะถูกลบประวัติ ซึ่งนี่คือหน้าที่ของหน่วยงานราชการโดยไม่จำเป็นจะต้องร้องต่อคณะกรรมการ

 

นายยุทธพร กล่าวต่อว่า ส่วนสิ่งที่จะต้องมาร้องต่อคณะกรรมการคือเรื่องที่มีความไม่ชัดเจน หรือถูกปฏิเสธจากหน่วยงานรัฐ หลายคนเข้าใจว่า คณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจเหนือศาลหรือสามารถสั่งปล่อยคนผิดได้ ซึ่งขอยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะท้ายที่สุดแล้วคณะกรรมการจะต้องดำเนินการตามกรอบของอำนาจหน้าที่ โดยคณะกรรมการชุดนี้เป็นเพียงกลไกชั่วคราวที่มีอำนาจหน้าที่ 180 วัน และหากไม่เสร็จสิ้นก็ต่อได้เพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน โดยยืนยันว่าหากคณะกรรมการชุดนี้ไม่อยู่แล้ว กลไกทางกฎหมายก็ยังมีอยู่ ดังนั้นก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องดำเนินการต่อตามมาตรา 7 และมาตรา 8 ของกฎหมายฉบับนี้

 

นายยุทธพร กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ถือว่าเป็นข้อห้ามอยู่แล้ว อยู่ในมาตรา 3 ของกฎหมายฉบับนี้ และการรับประกันของสภาผู้แทนราษฎรก็รับหลักการโดยชัดเจนว่าจะไม่รวมการนิรโทษกรรมในความผิดตามมาตรา 112 แต่ทั้งนี้ ผู้ที่กระทำผิดตามมาตรา 112 ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นเรื่องมายังคณะกรรมการได้ แต่ท้ายที่สุดก็จะเป็นข้อจำกัดตามกฎหมายที่จะทำให้ผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 ไม่ได้รับสิทธิ์

 

ข่าวล่าสุด