รองศาสตราจารย์ปิติ มองว่า เรากำลังเข้าสู่สภาวะดังกล่าวนั้นอีกครั้ง แต่เกมมันเปลี่ยน เกิด 3 ขั้ว ในโลก ขั้วแรกกลุ่มประเทศโลกเหนือ (Global North) คือสหรัฐฯ โลกตะวันตก ยุโรป เกาหลี ญี่ปุ่น ขั้วที่สองกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) จีน รัสเซีย อินเดีย ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ เป็นต้น และขั้วที่สาม คือ กลุ่มประเทศอิสลาม ซึ่งแตกตัวกันอยู่ แต่หากรวมตัวกันได้จะเป็นตลาดขนาดใหญ่ และเป็นเจ้าของทรัพยากร และสิ่งที่เราเห็นคือกลุ่มประเทศโลกเหนือ และกลุ่มประเทศโลกใต้ พยายามดึงกลุ่มอิสลามมาเป็นพวก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานี้จึงเป็นหนึ่งมหาสงครามที่ช่วงชิงการจัดระเบียบ โดยเราจะเห็น 7 สมรภูมิที่สหรัฐฯ และจีน อาจจะไม่รบกันโดยตรงแต่ทำผ่านสงครามตัวแทน คือ 1. สงครามการค้า 2. สมรภูมิโลจิสติกส์ 3. ในเมื่อจีนคุมภาคการผลิต สหรัฐฯ คุมภาคการเงิน เราเริ่มเห็นหลายประเทศลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 4. สมรภูมิข่าวสารข้อมูล 5. ซอฟต์พาวเวอร์ 6. การเข้าไปแทรกแซงการเมืองผ่านเครือข่ายประชาชน การเข้าไปทำสงครามลับต่าง ๆ 7. ถ้าทั้ง 6 สมรภูมิข้างต้นสะสมมาก ๆ จะกลายเป็นการจุดระเบิดในบางพื้นที่ที่เป็นการยกแสนยานุภาพทางการทหารเข้าไปสู้รบกันจริง วันนี้เราขึ้นสู่สภาวะแบบนั้นแต่เกมเปลี่ยน เป็น 3 ขั้ว คือสหรัฐฯ กับ จีน รัสเซีย อินเดีย รวมถึงพันธมิตรที่เป็นประเทศพัฒนา และ ขั้วที่ 3 คือ มุสลิม
รองศาสตราจารย์ปิติ กล่าวอีกว่า 7 สมรภูมิ ถ้าจะอยู่ในบนโลกจริง ๆ อาจเริ่มจากพื้นดินใต้ทะเล ไหล่ทวีปที่จะปะทุออกมาในแง่ของการแย่งชิงทรัพยากรกัน ไม่ว่าจะเป็นแรร์เอิร์ธ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ เช่นข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนอ่าวไทย MOU44 ใกล้บ้านเรา จากนั้น ก็เป็นบนพื้นดิน ท่อก๊าซหรือสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่เชื่อมโยงระบบโทรคมนาคมของโลก จากใต้ดินขึ้นมาที่ผิวน้ำ ทั้งช่องแคบมะละกาที่เชื่อม 2 มหาสมุทรหรือพื้นที่อื่น ๆ ขึ้นไปเหนือผิวน้ำ คือ สายการบินพาณิชย์ต่าง ๆ ที่จะมีการแข่งขันกันมากขึ้น รวมทั้งโดรนต่าง ๆ ที่จีนมีความเชี่ยวชาญ สมรภูมิต่อไป คือ ขั้วโลกทั้งเหนือ-ใต้ ซึ่งในโลกนี้ สมรภูมิเต็มไปหมด ไม่ได้จบแค่ในโลก แต่เป็นนอกโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำ และวงโคจรค้างฟ้า ในการเชื่อมโยงและมอนิเตอร์เศรษฐกิจโลก ไปจนถึงอวกาศห้วงลึก โดยเฉพาะขั้วใต้ของดวงจันทร์ ที่จีนเตรียมส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ ให้ไปถึงก่อนสหรัฐฯ และเขากำลังแข่งกันอยู่กับโครงการอาร์เทมิสของสหรัฐฯ ที่ผ่านมาไทยหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง แต่เราจะสามารถทำนโยบายต่างประเทศของเราให้เป็นแบบประคองตัวและรักษาดุลอำนาจของทั้ง 2 ขั้วได้หรือไม่
รองศาสตราจารย์ปิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุมเต็มคณะ (Plenum) ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 ถึง 29 ต.ค. นี้ เราก็ต้องดู เพราะการประชุมคณะกรรมการกลางของสมัชชาใหญ่แต่ละคณะ ส่วนใหญ่จะเป็นวาระในการพิจารณาว่า ใครจะมาเป็นผู้นำต่อ ซึ่งนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะหมดวาระในปี 2027 จะไปต่อรุ่นที่ 4 หรือไม่ เพราะฉะนั้น เสถียรภาพจะสูงที่สุด และเป็นการบอกประชาคมโลกว่า จีนสนับสนุนวิธีคิดแบบพหุภาคี และจีนพร้อมแล้วที่จะไม่ได้ทำแบบสมัยนายเติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำสูงสุดของจีน ที่บอกว่า จีนต้องอยู่แบบถ่อมเนื้อถ่อมตัว นาทีนี้จีนกำลังจะร่วมเป็นคนกำหนดนโยบายในระบบพหุภาคีของทั้งโลก