นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ในวันนี้ เมื่อ 2519 ประเทศไทย อยู่ในภาวะวิกฤติ และพรรคประชาธิปัตย์ มีการเปลี่ยนแปลง บางคนไปอยู่พรรคการเมืองอื่น แต่การทำงานของพรรคการเมืองที่แท้จริง ต้องพร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน โดยเฉพาะฝ่ายค้าน ที่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากไม่สุจริต จะตรวจสอบคนอื่นไม่ได้ ดังนั้น จึงเป็นจุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้พรรคฯ จะตกต่ำ ในปี 2519 และแพ้ยับเยินในปี 2522 แต่สุดท้ายสามารถชนะการเลือกตั้งหลายครั้ง
นายชวน ยังย้ำว่า สิ่งที่ภาคภูมิใจสำหรับตน ไม่ว่าแพ้ หรือชนะ แต่ตนเชื่อเรื่องความสุจริต แม้หากชนะ 1 คะแนน ด้วยการโกง ตนก็ไม่เอา เมื่อเลือกตั้งเสร็จเป็นรัฐบาล ถ้าแพ้ก็ไม่เอา ต้องยึดมั่น คำไหนคำนั้น ซึ่งตนทราบว่า สมาชิกในพรรคฯ ไม่พอใจ แต่นี่คือสิ่งที่พรรคฯ มี และคนนับถือพรรคฯ เพราะพูดแล้วปฏิบัติตามนั้น แม้จะไม่สำคัญสำหรับบางคน แต่สำคัญสำหรับพรรคฯ พูดแล้วต้องผิดชอบ
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ ได้เล่าย้อนความหลังการเลือกตั้งครั้งแรก อายุ 27 ปี ซึ่งตนเดินหาเสียง แต่ประชาชน นึกว่า ตนเป็นอาสาสมัครแจกใบปลิว จนมีการจัดรายการดีเบตผ่านสถานีโทรทัศน์ มีคู่ดีเบตสำคัญ คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรม และนายสมัคร สุนทรเวช อดีตหัวหน้าพรรคประชากรไทย พอจบรายการดักงล่าว การเดินหาเสียงของตนเป็นหนังคนละม้วน เพราะคนจำได้ ซึ่งเหตุการณ์ตอนนั้น เป็นสิ่งที่ตนจดจำได้ดี เพราะเป็นการแจ้งเกิดทางการเมือง
นายอภิสิทธิ์ ยังได้ขอบคุณสมาชิก และอดีตสมาชิกฯ ที่มาร่วมงาน “กาลครั้งหนึ่ง ณ บ้านฟ้า” และอีกหลายคนที่ไม่ได้มา แต่ได้แสดงความผูกพันกับพรรค ซึ่งตนได้โทรศัพท์ เชิญบุคคลเข้าร่วมงานด้วยตนเอง และทุกสายที่ได้รับ พูดคุยกับตนด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น และดีใจ ที่พรรคฯ ยังนึกถึง แต่ก็มี อดีต สส.ของพรรคที่มีชื่อเสียง มาร่วมงานไม่ได้ เช่น นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี โดยบุคคลทั้ง 2 ซาบซึ้งใจ และบอกว่า ไม่เคยลืมที่ได้เริ่มต้นการเมืองที่ดี กับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนขอขอบคุณทุกคน ที่ผูกพันกับพรรคฯ แม้ไม่ว่าจะมาร่วมงานได้ หรือมีข้อจำกัดมาร่วมงานไม่ได้
นายอภิสิทธิ์ บอกว่า หากจะให้นิยามความเป็นประชาธิปัตย์คงยาก แต่มีบางอย่างที่มั่นใจ คือ ความเป็นประชาธิปไตย และการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมา แม้มีเสียงวิจารณ์ว่า พรรคไม่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่ไม่มีใครปฏิเสธ หรือโต้แย้งในเรื่องความเป็นประชาธิปไตยในพรรคฯ ที่มีสูงมาก แม้ตนเป็นคนหนึ่ง ที่เดินเข้ามาสู่บ้านหลังนี้ และเคยออกจากบ้านหลังนี้ ก่อนที่จะเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่ก็ยืนยันว่า แม้จะออกจากพรรคไป แต่ความเป็นประชาธิปัตย์ไม่เคยออกจากตัวตน
ด้าน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ชื่นชมความซื่อสัตย์สุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ ที่รักษาเอาไว้ รวมถึงความเป็นประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองพรรคใดก็สู้ไม่ได้ ดังนั้น ตนขอให้พรรคประชาธิปัตย์ ต้องอยู่และสู้ เพื่อประชาธิปไตยของบ้านเมืองนี้ต่อไป ครั้งหนึ่งบิดาของตนลงสมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เงินช่วยหาเสียง 5,000 บาท แต่ไม่ได้รับเลือก ทำให้ตนสัญญากับตัวเองว่า จะลงสมัคร สส.เพื่อเอาชนะแทนพ่อให้ได้ จากนั้น ตนลงสมัคร สส.ในนามพรรคฯ ปี 2529 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรคฯ ซึ่งนายชวน เรียกตนไปพบที่ห้องทำงาน และบอกกว่า พรรคฯ ไม่มีเงิน แต่สำนักทนายความมีเงิน และได้มอบเงินให้ตนกับนายเด่น โต๊ะมีนา คนละ 20,000 บาท เพื่อช่วยหาเสียง ซึ่งเป็นเงินก้อนแรก และจากการลงสมัคร สส.สมัย 2 ตนจึงได้รับเลือก และพรรคฯ ให้เงินอีก 100,000 แสน โดยเน้นการหาเสียงแบบปราศรัย
นายวันมูหะมัดนอร์ ยังบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ สร้างตนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรถึง 2 ครั้ง และได้เรียนรู้ตัวอย่าง จากพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น สิ่งที่พรรคฯ ต้องทำต่อไป คือ สร้างประชาธิปไตยให้กับบ้านเมืองนี้ สร้างพรรคคู่กับการเลือกตั้ง สร้างนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สส.หรือ ผู้บริหารที่ดีให้กับประชาชน
ขณะที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้เล่าความรู้สึกของตนต่อพรรคประชาธิปัตย์ว่า เป็นสถาบันการเมืองที่เก่าแก่ ยาวนาน แม้ถูกยุบไปหนึ่งครั้ง แต่ไม่ถูกห้ามให้ชื่อเดิม ต่างกับพรรคไทยรักไทย ที่ไม่สามารถใช้ชื่อเดิมได้จนเวลาผ่านไป 20 ปีแล้ว และการยุบพรรค สะท้อนว่า การเมืองไทยมีปัญหาต่อการส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย การเมืองระบอบรัฐสภา การมีพรรคการเมืองต่อเนื่องมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็น ตนจึงอยากเห็นพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้พัฒนาให้มั่นคงยั่งยืน