สำหรับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ประชาชนได้รับ เมื่อเรียงจากค่าร้อยละมากไปหาน้อย พบว่า การเดินทางลำบาก เป็นผลกระทบที่ประชาชนได้รับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 88.1 รองลงมาคือ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 47.0 ตามด้วย การเรียน/การศึกษาหยุดชะงัก ร้อยละ 34.4 ขณะที่ ทรัพย์สินเสียหาย มีร้อยละ 26.5 ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ร้อยละ 25.8 บ้านพักอาศัยเสียหาย มีร้อยละ 25.2 สินค้า/วัตถุดิบเสียหาย ร้อยละ 11.9 ขณะที่ประชาชนร้อยละ 9.3 ระบุว่า ไม่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์น้ำท่วม
ในภาพรวม ประชาชนประเมินผลการดำเนินงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในระดับ “ไม่ดีเลย” มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 56.3 รองลงมาคือ “ค่อนข้างไม่ดี” ร้อยละ 23.2 ตามด้วย “ปานกลาง” ร้อยละ 18.5 “ค่อนข้างดี” ร้อยละ 2.0 ตามลำดับ
สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อพิจารณาผลการประเมินจากประชาชนโดยรวมแล้ว มีทัศนะเชิงลบต่อผลการดำเนินงานของรัฐบาลค่อนข้างชัดเจน โดยกลุ่มที่ประเมินว่า “ไม่ดีเลย” มีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มที่ประเมินว่า “ค่อนข้างดี” อย่างมาก
เมื่อพิจารณา ประเด็นที่ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลดำเนินการได้ดี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.4 ระบุว่า “ยังไม่เห็นการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม” ซึ่งเป็นประเด็นที่มีสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน รองลงมาคือ การแจ้งเตือนประชาชน ร้อยละ 15.7 ตามด้วย การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย ร้อยละ 15.2 และ การพยากรณ์และติดตามสถานการณ์น้ำ ร้อยละ 13.1 ขณะที่ การฟื้นฟูหลังน้ำลด มีร้อยละ 12.3 ส่วน การแจกจ่ายถุงยังชีพหรือสิ่งของช่วยเหลือ มีร้อยละ 11.1 และ การจัดตั้งศูนย์พักพิง มีร้อยละ 9.0 ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนระบุในสัดส่วนต่ำที่สุด
สำหรับเรื่องที่ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลยังควรปรับปรุง พบว่า การแก้ปัญหาระยะยาว เป็นประเด็นที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 74.8 รองลงมาคือ การระบายน้ำ ร้อยละ 74.2 และ การป้องกันน้ำท่วมก่อนเกิดเหตุ ร้อยละ 72.9 ตามลำดับ สะท้อนว่าประชาชนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเชิงโครงสร้างและการป้องกันล่วงหน้า มากกว่าการรอแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุแล้ว ถัดลงมา ได้แก่ ความรวดเร็วในการช่วยเหลือ ร้อยละ 69.2 และ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ร้อยละ 65.4 แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคาดหวังให้ภาครัฐสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ การสื่อสารข้อมูลกับประชาชน และ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน มีสัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 61.5 สะท้อนความต้องการให้การแจ้งข้อมูลข่าวสารมีความชัดเจนและทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องการให้หน่วยงานภาครัฐสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถรับมือได้ หากเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ในปีนี้ ข้อมูลในไฟล์ที่ปรากฏระบุชุดข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลดำเนินการได้ ได้แก่ “ยังไม่เห็นการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม” ร้อยละ 65.4 รองลงมาคือ การแจ้งเตือนประชาชน ร้อยละ 15.7 การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย ร้อยละ 15.2 การพยากรณ์และติดตามสถานการณ์น้ำ ร้อยละ 13.1 การฟื้นฟูหลังน้ำลด ร้อยละ 12.3 การแจกจ่ายถุงยังชีพ/สิ่งของช่วยเหลือ ร้อยละ 11.1 และการจัดตั้งศูนย์พักพิง ร้อยละ 9.0 ตามลำดับ
เรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการแก้ปัญหาน้ำท่วมพบว่า ประชาชนต้องการให้รัฐบาล เร่งระบายน้ำ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 68.2 รองลงมา ได้แก่ ขณะที่ การเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ มีร้อยละ 63.1 ส่วน การประสานงานระหว่างหน่วยงาน มีร้อยละ 61.5 ตามด้วย การจัดทำระบบเตือนภัยที่แม่นยำ ร้อยละ 56.7 สำหรับมาตรการด้านโครงสร้างและการจัดการพื้นที่ ได้แก่ การขุดลอกคูคลองและทางน้ำ ร้อยละ 47.8 การเพิ่มพื้นที่รับน้ำ และการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน มีค่าเท่ากัน ร้อยละ 46.5 ขณะที่ การปรับปรุงระบบช่วยเหลือผู้ประสบภัย อยู่ที่ร้อยละ 45.2 ขณะที่ การปรับปรุงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ มีร้อยละ 31.2 รองลงมาคือ การจัดการพื้นที่ก่อสร้างและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ร้อยละ 29.9 และ การเพิ่มงบประมาณป้องกันน้ำท่วม ร้อยละ 26.1 ตามลำดับ
หากรัฐบาลเลือกดำเนินการได้เพียง 1 เรื่องเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในอนาคตเมื่อให้ประชาชนเลือกเพียง 1 เรื่อง ที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการมากที่สุด พบว่า การจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ ได้รับการเลือกสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 37.6 สะท้อนว่าประชาชนต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลักษณะ เป็นระบบ มีแผนงานระดับประเทศ และมีทิศทางที่ชัดเจน มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้ง ๆ รองลงมาคือ การสร้างหรือปรับปรุงระบบระบายน้ำ ร้อยละ 26.1 อันดับถัดมา ได้แก่ การปรับปรุงผังเมืองและการใช้พื้นที่ ร้อยละ 9.1 ขณะที่ การเพิ่มพื้นที่แก้มลิงหรือพื้นที่รับน้ำ มีร้อยละ 7.4 ส่วน การจัดระบบเตือนภัยน้ำท่วม มีร้อยละ 5.7 และ การขุดลอกแม่น้ำ คูคลอง และทางระบายน้ำ ร้อยละ 5.5 สำหรับ การปรับปรุงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ มีประชาชนเลือกคิดเป็นร้อยละ 4.9 ขณะที่ อื่น ๆ มีร้อยละ 3.7 ซึ่งเป็นสัดส่วนต่ำที่สุดของข้อคำถามนี้