ยศชนัน ปักหมุด World Bank 2026 ดันสยามซิลิคอน-AI สัญชาติไทย
07 ต.ค. 2569 | titayu_pur

"ยศชนัน" เปิดโปรแกรมใหญ่ เตรียมโชว์วิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 เผย 3 หัวใจหลัก ดึงเม็ดเงินอุตสาหกรรมขั้นสูง
ข่าว
07 ต.ค. 2569 | titayu_pur

"ยศชนัน" เปิดโปรแกรมใหญ่ เตรียมโชว์วิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 เผย 3 หัวใจหลัก ดึงเม็ดเงินอุตสาหกรรมขั้นสูง
KEY
POINTS
8 ตุลาคม 2569 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เปิดโปรแกรมใหญ่เตรียมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลกในงานประชุม World Bank 2026 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ที่จะจัดขึ้นในไทย โดยชู 3 ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และดึงเม็ดเงินลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทคขั้นสูงภายใต้แนวคิด สยามซิลิคอน ควบคู่กับการขับเคลื่อนกลไกการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม (Nature Finance) นำร่องพื้นที่ "น่านแซนด์บ็อกซ์" ร่วมกับพันธมิตรระดับสากล
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เปิดเผยกับเนชั่นออนไลน์ถึงความพร้อมในการเข้าร่วมและแสดงวิสัยทัศน์ในงานประชุมระดับโลก 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 69 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเตรียมนำเสนอ 3 ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาคมโลก
นายยศชนัน ระบุว่า หัวใจสำคัญประการแรกคือการสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน (Investment) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor), PCB/PCBA, อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการบริโภค ตลอดจนเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonics) และออปติกส์ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล (Data Center)
ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้เตรียมความพร้อมภายใต้แนวคิด “สยามซิลิกอน” ด้วยการยกระดับทรัพยากรมนุษย์ทุกระดับชั้น
Up-skill / Re-skill: ดึงแรงงานจากอุตสาหกรรมเดิมมาปรับทักษะ ผ่านความร่วมมือระหว่าง BOI, อาชีวศึกษา และกลุ่มมหาวิทยาลัย
High-skill & Talent Attraction: เปิดหลักสูตรใหม่รองรับนักศึกษาจบใหม่ พร้อมดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ (Talent) และสตาร์ทอัพจากต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) การลงทุนที่เข้มแข็ง
Infrastructures & R&D: ลบจุดอ่อนด้านงานวิจัยด้วยการโชว์ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น ศูนย์ซินโครตรอน ในพื้นที่ EECi เพื่อพิสูจน์ว่าประเทศไทยพร้อมรองรับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ระดับสูง
ประเด็นที่สองคือการนำทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือ Nature Positive โดยกระทรวง อว. ร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำร่องในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือตอนบน
Nature Financing: การทำบัญชีทุนธรรมชาติ (Natural Capital Financing) ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และสิ่งแวดล้อมกลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถประเมินมูลค่าทางบัญชีของภาคธุรกิจได้
น่านแซนด์บ็อกซ์ (Nan Sandbox): ชวนนักลงทุนและนักวิจัยต่างชาติ (เช่น ญี่ปุ่น) ร่วมทดลองใช้โมเดลกลไกทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์ ร่วมกับพันธมิตรภาคธนาคาร (KBank) เพื่อดึงดูดกองทุนต่างชาติ เช่น Philanthropic Fund เข้ามาฟื้นฟูป่า
สำหรับยุทธศาสตร์ที่สาม คือการพัฒนา AI สัญชาติไทย และการแก้ไขปัญหาหนี้สินเชิงโครงสร้าง:
Foundation Model & Thai-ness Data: เน้นการสร้าง AI จากฐานข้อมูลบริบทไทย ทั้งข้อมูลเกษตร ธรรมชาติ และพฤติกรรม เพื่อให้ไทยอยู่ใน Value Chain ของ Generative AI ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้งาน
Wellness Economy & Cyber Security: เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและอุปกรณ์ไอซีที สู่เศรษฐกิจเวลเนส (Wellness Economy) พร้อมกำกับดูแลความปลอดภัยไซเบอร์
AI Leverage Learning: ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเร่งกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย เพื่อสร้างนวัตกรรมต่อยอดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ นายยศชนัน ได้ย้ำถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินว่า การแก้ที่ปลายเหตุด้วยการพักหนี้อย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้อง “แก้ที่ต้นเหตุ” ด้วยการเติมองค์ความรู้และการสร้างอาชีพ โดยนำโมเดลแก้จนระบบแซนด์บ็อกซ์ขยายผลทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน (Local Enterprises) เพื่อให้เงินหมุนเวียนและสร้างรายได้ให้คนตัวเล็กในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ต้องจับตากันต่ออย่างใกล้ชิดว่า ในช่วงการประชุม 12 - 18 ต.ค. นี้ ประเทศไทยจะสามารถดึงดูดเม็ดเงิน และสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกได้มากน้อยแค่ไหน บนเวทีประชุมระดับโลก IMF-World Bank 2026 ณ ศูนย์ฯ สิริกิติ์