นายรังสิมันต์ ยังย้ำว่า ตนตระหนักว่า ตนเป็นหนึ่งใน 44 สส.ที่ถูกชี้มูลคำร้องจริยธรรม ที่ยังไม่รู้ว่า เรื่องนี้จะจบอย่างไร ตนจึงจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และไม่อยากให้ประชาชนมองย้อนกลับไปว่า ตนเองทำงานไม่คุ้มค่าภาษีประชาชน และอยากให้ลูกของตนเองจดจำตนในฐานะนักการเมือง ที่ทำหน้าที่เพื่อชาติ ดังนั้น จึงมั่นใจว่า ตน และ สส.พรรคประชาชน ที่ทำหน้าที่อยู่ จะทำให้ดีที่สุด และยอมเสี่ยงคดีความต่าง ๆ เพราะเชื่อมั่นว่า อย่างน้อยได้ทำให้ดีที่สุดสำหรับประเทศนี้แล้ว ส่วนจะเปลี่ยนประเทศได้หรือไม่ ไม่ใช่ปัจจัยที่จะควบคุมได้ แต่อย่างน้อยภายใต้ความสามารถที่มี ถือว่า ทำดีที่สุดแล้ว จึงยืนยันว่า สิ่งที่ทำไม่ใช่เรื่องความบันเทิง แต่ทำหน้าที่เพื่อประเทศ
ส่วนจะมีอะไรฝากถึงนายปิยบุตรหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องฝาก เพราะคิดว่า นายปิยบุตร ทำหน้าที่ของอาจารย์ ในการให้คำแนะนำ ซึ่งหลายเรื่องเป็นเรื่องที่ดี และคงต้องนำแนะนำนั้น มาสำรวจตัวเอง ซึ่งหากทำให้เกิดความเข้าใจว่า เป็นเรื่องความบันเทิง ก็ต้องสำรวจตัวเอง และเชื่อว่า เจตนาของนายปิยบุตร เป็นเจตนาที่ดี และตนยืนยันว่า ความมุ่งหมายของตน คือ ทำหน้าที่เหมือนวันสุดท้าย ซึ่งก็น่าจะเป็นเจตจำนงเดียวกับที่นายปิยะบุตร เป็นเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ทำหน้าที่เหมือนวันสุดท้ายเช่นกัน
ส่วนจำเป็นจะต้องโทรศัพท์พูดคุย เพื่อทำความเข้าใจกับนายปิยบุตรหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ เห็นว่า ตนรู้จักกับนายปิยบุตรมานาน ไม่มีความจำเป็นต้องโทรศัพท์ ไปคุยกัน เพราะเชื่อมั่นว่า นายปิยบุตร หวังดีจริง ๆ และน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ และขะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด