นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับคำว่า ประชาธิปไตยที่ต้องมีมากขึ้น แต่ต้องระมัดระวังในการตีความบางเรื่อง เช่น ความต่อเนื่องในรอบ 20 ปี เรามีนายกรัฐมนตรี 1 คนอยู่ 8 ปี ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นความต่อเนื่องที่มีปัญหาหรือไม่ แล้วกลุ่มเคลื่อนไหวทุกกลุ่มมักมีคำว่า ประชาธิปไตยอยู่เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่สิ่งที่ทะเลาะกันอยู่เพราะมองคนละมุมเกี่ยวกับประชาธิปไตย ซึ่งหลักธรรมาภิบาลกับประชาธิปไตย ไม่ควรต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน และโอกาสที่จะมีธรรมาภิบาลมีมากกว่าประชาธิปไตย และประชาธิปไตยจะยั่งยืนกว่าถ้ามีธรรมาภิบาล
ส่วนในอนาคต หากประเทศไทยจะเข้าร่วม OECD นายอภิสิทธิ์ มองว่า ตอนนี้ความท้าทายปัจจุบันคือเทคโนโลยี ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มีขึ้นมากและไม่ควรมองข้าม ประเทศอย่างเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะกำหนดกติกาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่มีความเสี่ยงสูง เพราะสิ่งที่เรานำมาใช้ จะไปอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของต่างชาติ แม้จะบอกว่ามี Data Center ในเมืองไทย ก็ไม่ได้บอกถึงความปลอดภัยของข้อมูลว่า จะอยู่แค่ที่ตั้ง แถมรัฐบาลประเทศมหาอำนาจเริ่มออกกฎหมายว่า ผู้ประกอบการไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายของหลาย ๆ เรื่อง ยังไม่รวมความเสี่ยงต่อความมั่นคงในชีวิต
"เราเป็นคนใช้เทคโนโลยีที่เก่งและเร็วมาก คนไทยไม่เป็นรองใคร แต่เราแทบไม่มีร่องรอยเป็นส่วนหนึ่ง ของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า แม้รองนายกรัฐมนตรีจะมีความตั้งใจดี เริ่มเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่เงินที่กู้มา 2 แสนล้านบาท จนถึงวันนี้จนถึงวันนี้ยังไม่มีความพร้อมหรือความชัดเจน และไม่ได้แปลว่า เราจะพึ่งพาต่างชาติน้อยลง แต่กลายเป็นว่า เราต้องนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศทั้งหมด ในขณะที่ทางเลือกพลังงานอื่น ที่เราเป็นเจ้าของทรัพยากร กลับกลายเป็นไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร สังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ต้องเพิ่มขึ้น เงินออมที่ไม่พอ หนี้ครัวเรือนที่กดทับคนทำงาน นี่คือความท้าทายในปัจจุบันทั้งหมด รวมถึงยังมีเรื่องการคอร์รัปชัน
ชูทางรอดต้องเปลี่ยน 'ประชานิยม' เป็น 'สวัสดิการ' รื้อกติกาการค้า และแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
นายอภิสิทธิ์ มองว่า 3 เรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ให้ได้คือ 1. กฎกติกาเกี่ยวกับการทำธุรกิจ การแข่งขันทั้งหลาย จะต้องมีกลไกการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ทุกคนมุ่งไปสู่ประสิทธิภาพ และยืนยันว่าจะไม่สามารถหาทางออกได้ ถ้าไม่เขียนกฎหมายแบบใหม่
2. การลงทุนเรื่องคน ระบบการศึกษาต้องปรับรื้อทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะเด็กหรือนักศึกษาเท่านั้น แต่คนที่ต้องการเพิ่มความรู้คือคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป
3. เรื่องการเมืองที่มองไม่เห็นทางทะลุทะลวง เพราะมีการรวบทุกกลไก ที่มีข่าวเรื่องฮั้ว สว. ฮั้ว กกต. กำลังจะต้องระวังเรื่อง ฮั้ว สสร. ซึ่งเราต้องแก้เรื่องรัฐธรรมนูญและโครงสร้างอำนาจ และถ้ายังทะลุทะลวงทั้งฉบับไม่ได้ การแก้ไขอันดับ 1 คือการเลือกวุฒิสภา จะต้องไม่เป็นเหมือนครั้งที่ผ่านมา องค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อประชาชนและผู้เสียหาย ให้มากกว่านี้
เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ ประเทศไทย และประเทศกัมพูชา จะมีฉันทามติร่วมกัน อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ควรเป็น สิ่งที่บั่นทอนประชาธิปไตยทั่วโลกตอนนี้คือ กระแสชาตินิยม ที่ถูกปลุกขึ้นมาเพียงเพื่อให้มีการก้าวข้ามหรือมองไม่เห็นอีกหลายปัญหา ไม่ใช่การรักชาติ ไม่ใช่ว่าตนไม่อยากชนะกัมพูชา ตนก็สู้มาเต็มที่แล้วเหมือนกัน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยศักยภาพสูง เราเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเปิด ใครที่บอกว่าเราถดถอยในความหมายคือ เราถดถอยในองค์กรระหว่างประเทศ กับกติการะหว่างประเทศ แต่ชีวิตคนโลกาภิวัตน์ไม่ได้ถดถอย การเชื่อมโยงของคนข้ามชาติ มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นคนไทยเปิดมาโดยตลอดเราสามารถปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างได้ และถ้าเราสามารถดึงศักยภาพตรงนี้มาได้ ด้วยที่ตั้ง ภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องบริหารจัดการความสมดุลให้ดีเรายังไปได้อีก
"ด้านเศรษฐกิจเรายังอยากที่จะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงอย่างเป็นรูปธรรม ผมไม่ได้ฝันว่า เราจะเป็นคนที่สามารถจะแข่งจะคิดเทคโนโลยีนวัตกรรมได้รวดเร็ว อนาคตไกลกว่านี้อาจจะเป็นไปได้แต่อย่างน้อยที่สุด จุดที่เรามีจุดแข็งอยู่ คืออุตสาหกรรมอาหารท่องเที่ยวคุณภาพการแพทย์การแพทย์เวลเนส ที่สามารถเดินไปได้ แต่จะเข้าไปเป็นข้อต่อของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ผมก็คิดว่าเราทำได้แต่เราจะทุ่มน้ำหนักไปตรงนั้นมากไม่ได้ " นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า คนที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดคือ คนที่มีของทั้งแร่แรร์เอิร์ธและชิป คนมีของจะได้ประโยชน์มากกว่า เราต้องถามตัวเองว่า ถ้าต้องการพึ่งตรงนี้เป็นหลัก เรามีของหรือไม่ หรือมูลค่าถูกดึงไปยังประเทศอื่น และอีกอย่างคือเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว สิ่งที่เราคิดว่าจะช่วยเราได้ 10-20 ปีอาจไม่ใช่ เราอาจต้องเข้าไปช่วย แต่สิ่งที่เราต้องพึ่งมากกว่าคือ สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้
ดังนั้นตนฝันที่จะเห็นระบบสวัสดิการ และการปรับรื้อระบบภาษีทั้งหมด คนเกิดน้อยไม่เป็นปัญหาในเรื่องการขาดแรงงานในอนาคต เพราะจะมีเทคโนโลยีมาแทนที่อยู่แล้ว แต่ที่เป็นปัญหาคือกำลังซื้อไม่มี จะเก็บภาษีจากใคร ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากการเก็บภาษีความมั่งคั่ง และเจ้าของเทคโนโลยีจากต่างชาติ และร่วมมือกับประเทศที่กำลังพัฒนา
ดังนั้นเราต้องคิดเรื่องการจัดเก็บรายได้ เพื่อมาทำสวัสดิการ ขณะที่ปัญหาด้านการเมืองปัญหารัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ลดทอนอำนาจนักการเมือง เท่ากับลดทอนอำนาจประชาชน เพราะวันนี้นักการเมืองมีอำนาจไม่น้อย แต่สิ่งที่เขาทำลายไปคือ อะไรที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้หายไปทั้งหมด ดังนั้นถ้าหากจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ต้องหาฉันทามติร่วมกัน ถ้าเอานักการเมืองเป็นตัวตั้งก็เถียงกันจนตาย
"ตอนนี้มีคนบอกว่า คนที่แบกรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่นักการเมือง เพราะคนที่เป็นนักการเมืองเราไม่เชื่อถือ ก็จะมีข้อถกเถียงแบบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจเพราะบทเรียนของผมในอดีต วันที่นักการเมืองมีอำนาจเยอะ ก็เป็นที่มาของปัญหาที่นำมาสู่สงครามมวลช นสุดท้ายก็ไปจบที่รัฐประหาร สิ่งที่ผมคิดคือ ทำอย่างไรให้ตัวแทนประชาชนผลักดันนโยบาย แล้วเจตนารมณ์ของประชาชนได้ แต่ถูกควบคุมด้วยธรรมาภิบาล ดังนั้นอยากให้ตั้งต้นว่า ประชาชนต้องกำหนดอนาคตของประเทศได้ คนที่ทำหน้าที่ตรงนี้ต้องมาจากประชาชน แต่คนที่มาจากประชาชนก็ต้องถูกจำกัดขอบเขต ไม่ให้ใช้อำนาจในทางที่ผิด " นายอภิสิทธิ์ กล่าว