ปธ.วิป รบ.ชี้ นายกฯ ต้องลงนามรับรอง 4 ร่าง กม.รื้อภาษีบาปก่อนสภาถก
05 ต.ค. 2569 | katchatapong_lee

ประธานวิปรัฐบาล ชี้ 4 ร่างกฎหมายรื้อภาษีบาปเกี่ยวข้องกับการเงิน นายกฯ ต้องลงนามรับรองก่อนสภาฯ ถก - ยืนยันไม่เอื้อเอกชน แต่เพื่อความโปร่งใสการใช้ภาษีฯ
ข่าว
05 ต.ค. 2569 | katchatapong_lee

ประธานวิปรัฐบาล ชี้ 4 ร่างกฎหมายรื้อภาษีบาปเกี่ยวข้องกับการเงิน นายกฯ ต้องลงนามรับรองก่อนสภาฯ ถก - ยืนยันไม่เอื้อเอกชน แต่เพื่อความโปร่งใสการใช้ภาษีฯ
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรอบเวลาที่สภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้เสนอ รวมถึงร่างแก้ไขร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ, ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย และร่างพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอ หลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นต่อการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวว่า ชุดร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นร่างกฎหมายที่ สส.พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เสนอ และยังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ซึ่งหลังจากรับฟังความเห็นอย่างรอบด้านแล้ว และกฎหมายดังกล่าวเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ก็จะต้องเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีพิจารณาก่อน ก่อนนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดว่า จะใช้ระยะเวลาอีกสักพักหนึ่ง
ส่วนเป็นร่างกฎหมายที่รัฐบาลคิดจะผลักดัน หรือเป็นร่างกฎหมายที่ สส.คิดจะผลักดันกันเองนั้น นายกรวีร์ ระบุว่า เป็นร่างกฎหมายที่เสนอ โดย สส.ของพรรคฯ ที่มีการคิดกันว่า เงินที่เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิต หรือภาษีบาป ควรถูกใช้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่การจัดสรรภาษีบาปไปให้หน่วยงาน และหน่วยงานนำไปใช้โดยไม่มีการตรวจสอบ ก็ไม่ถูกต้อง เพราะเจตนาการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ และผ่านการพิจารณาของสภา หรือฝ่ายบริหาร
ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นการเอื้อนายทุนหรือไม่ เพราะยังไม่มีความชัดเจนในการจะดึงภาษีสรรพสามิตเข้าสู่ระบบคลังอย่างใดนั้น นายกรวีร์ ชี้แจงว่า ในหลักการ จะเปลี่ยนจากการส่งเงินจัดสรร ซึ่งมาจากภาษีบาปไปให้หน่วยงานโดยตรง แต่จะนำมากองไว้เป็นกองทุนกลาง หน่วยงานที่เคยได้รับงบประมาณ หากต้องการใช้งบประมาณแต่ละปี ก็สามารถเสนอมารับเงินกองทุนได้ ตามวิธีพิจารณางบประมาณ ตนจึงคิดว่า ไม่ได้เป็นการเอื้อเอกชน และเอกชนก็ยังคงจ่ายภาษีสรรพสามิตเท่าเดิม เพียงแต่จะทำให้เกิดความโปร่งใส และตรวจสอบได้
นายกรวีร์ ยังย้ำว่า วิธีการจัดสรรงบประมาณจากภาษีสรรพสามิต ไปยังหน่วยงานที่ใช้งบประมาณ จะจัดสรรอย่างไรนั้น สภาผู้แทนราษฎร จะมีการพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง เพราะขณะนี้ ยังอยู่เพียงขั้นตอนการรับฟังความเห็น และยังต้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาก่อนด้วย เพราะเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม และประเด็นต่าง ๆ ที่สังคมสงสัย สภาผู้แทนราษฎร จะได้พิจารณาอีกครั้ง และยังจะมีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอีก ซึ่งจะทำให้เกิดความรอบคอบมากยิ่งขึ้น