นายสกลธี ยังสอบถามย้ำถึงปัญหาที่สายการบินไทย ไปดูแลการขนย้ายสัมภาระให้กับสายการบินอื่น หรือเป็นซัพ จนสร้างผลกระทบต่อชื่อเสียงสายการบินแห่งชาติ และรัฐบาล หรือสายการบินไทยเอง จะชดเชย ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เพื่อให้ความมั่นใจต่อนักท่องเที่ยวว่า จะได้รับการชดเชยเงิน ทั้งค่าโรงแรม และกระเป๋าหายได้อย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบชื่อเสียงของประเทศที่เกิดขึ้น
นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า กรณีที่สายการบินไทยไปรับบริการขนสัมภาระ หรือ เป็นซัพให้กับสายการบินนั้น เป็นเพียงสมมติฐาน แต่ตนก็เชื่อเช่นนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เสียค่าปรับจากสายการบินอื่น ดังนั้น กระทรวงคมนาคม จึงได้ส่งกำลังคนไปสนับสนุน และสถานการณ์ปัจจุบันในการขนย้ายกระเป๋า มีการให้บริการจากบริษัทในเคือสายการบินไทย และ BFS ที่ดำเนินการชั่วคราว รอการต่อสัญญาใหม่ และกำลังจะมีบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA มารับสัมปทานเป็นรายที่ 3 ซึ่งกำลังรอนามลงนามสัญญา พร้อมยืนยันว่า การลงนามสัญญาบริษัท ที่จะมารับขนย้ายสัมภาระหลังจากนี้ จะต้องมีการระบุถึงการคิดค่าปรับกรณีล่าช้าอย่างชัดเจน เพราะที่มีผ่านมา มีเพียงการกำหนดตัวชี้วัดเท่านั้น
ส่วนการแก้ไขสัญญาสายการบินไทย เพื่อให้มีค่าปรับหากเกิดความล่าช้านั้น นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า ไม่สามารถทำได้ แต่เชื่อว่า หากมีกลไกแข่งขันทางตลาด สายการบินไทยน่าจะมีการแก้ปัญหาในอนาคต และการชดเชยเยียวยานั้น ทุกสายการบิน จะมีเกณฑ์ในการเยียวยาและชดเชยความรับผิดชอบ เช่น กรณียกเลิกไฟล์ทชดเชย 270,000 บาท, หากกระเป๋าสูญหาย ชดเชย 65,000 บาท และตนรับทราบว่า การบินไทยรับทราบดีแล้วว่า เสียชื่อเสียงแล้ว ดังนั้น จะต้องดูแลประชาชนมากกว่าที่กฎหมายกำหนด