นายโคทม ยังเห็นว่า การเลือก สว.ครั้งนี้ เป็นคดีอุกฉกรรจ์ทางการเมืองร้ายแรง เพราะหลังการเลือกเสร็จสิ้น ได้มีการนำเสนอข่าว สว.สีน้ำเงินกินรวบสภาสูง 123 คน สีส้ม 18 คน สีแดง 42 นายทุน 8 คน และสายเขียว 7 คน และตรงกับสำนวนว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด ดังนั้น คดีการฮั้ว สว.จะต้องมองให้กว้าง ไกล และลึก มองให้เห็นตัวแสดง ทั้งตัว สว. สส. รัฐมนตรี เครือข่ายการเมือง ระบบจัดตั้ง-บ้านเล็ก บ้านใหญ่ มีความพยายามใช้องคาพยพจัดตั้งเครือข่าย เพื่อยึดสภาสูง รวมถึงกระบวนการยังมีความเกี่ยวข้องระบบราชการ การแต่งตั้งโยกย้าย และกลุ่มทุน รวมถึงประโยชน์ทับซ้อน และผลคำวินิจฉัยของ กกต.หากกระทบต่อหน้าตากติกาการเมือง และการตรวจสอบล้มเหลว ประชาชนก็จะไม่พอใจ และนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อลดอำนาจองค์กรอิสระ และแก้ไขการได้มาซึ่ง สว.
นายโคทม ยังสะท้อนว่า การเลือก สว.ครั้งนี้ มีวัฒนธรรมบ้านใหญ่ และการซื้อเสียง มีเครือข่ายผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่แทรกซึม ทำให้กติกาที่ปกป้องความสุจริตถูกแทรกแซงไปได้สำเร็จ ดังนั้น ตนจึงอยากถาม กกต.ว่า เหตุใดจึงไม่มองให้กว้าง ไกล และลึก และมองไม่เห็นหรือไม่ การเลือก สว.ครั้งนี้ คือการยึดรัฐไปส่วนหนึ่ง และยึดอำนาจนิติบัญญัติไปส่วนหนึ่ง แต่กลับตัดตอนระบบขบวนการ
นายโคทม ยังตั้งข้อสงสัยว่า การกำหนดระเบียบวิธีการเลือก สว.เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมากน้อยเพียงใด เพราะหากกฎระเบียบไม่รัดกุม ก็จะทำให้การได้มาซึ่งบุคคลผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูแลผลประโยชน์วิชาชีพและส่วนรวม อาจถูกตัดออกไปตั้งแต่ต้น พร้อมยังตั้งข้อสังเกตต่อมติของ กกต.ตามกฎหมาย กกต.ที่ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญในการดำเนินการ เพื่อให้เห็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัคร หรือ สว.แต่ละคน
นายโคทม ยังข้องใจต่อการตั้งอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 และ 36 ของ กกต. ที่อนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ให้ส่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ให้ศาลฎีกา แต่กลับมีการตั้งอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ซึ่งรองเลขาธิการ กกต.อ้างว่างานเยอะ จึงต้องตั้งชุดที่ 36 และภารกิจก็ไม่ใช่การวินิจฉัยข้อกฎหมายอาญา แต่เพียงกลั่นกรองสำนวนว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่ ตนจึงไม่เห็นความจำเป็นของอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 และจะได้ไม่ถูกข้อครหาว่า อนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ถอดแบบจาก กกต. ที่ กกต.แต่ละคนเสนอแต่งตั้ง 1 คน หรือถ้า กกต.กระจายสำนวนให้ กกต.ไปให้อนุฯ ทั้ง 35 คณะ ก็จะไม่ถูกข้อครหา และอนุฯ สามารถพิจารณาได้ตามเนื้อผ้าว่าสำนวนสมบูรณ์หรือไม่ ต่อให้ไม่สมบูรณ์และส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ศาลฯ ก็ยังมีอำนาจไต่สวน
นายโคทม ยังเห็นว่า หาก กกต.มีมติส่งศาลฎีกาฯ ตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 ก็จะสามารถเน้นความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือก สว.ตามการยึดหลักฐานอันควรเชื่อ แต่หากใช้มาตรา 77, 79 และ 81 ในการเน้นตัวบุคคล ก็จะต้องพิสูจน์องค์ประกอบความผิดอาญา ซึ่งผลไม่ใช่การถอนสิทธิ แต่พิจารณาโทษทางอาญา
นายโคทม ยังเสนอให้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ในการปฏิรูประบบการได้มาซึ่ง สว. และเมื่อมีระบอบสีน้ำเงินแล้ว อำนาจต่าง ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำได้ทั้งหมด เพราะจะถูกต่อต้าน ดังนั้นเมื่อถึงเวลาปฏิรูปวุฒิสภาแล้ว ก็ควรปฏิรูประบอบสีน้ำเงินด้วย ซึ่งหากทำได้ ก็ควรเริ่มดำเนินการร่วมกัน