นายปริญญา ยังกล่าวต่อว่า เรื่องโพยไม่ต้องพูดถึงว่ามีจริงหรือไม่ เพราะพยานที่กลับคำให้การคือ "นายเอกราช ช่างเหลา" บอกว่าโพยทำขึ้นหลังจากเลือกเสร็จ แต่โพยเหล่านี้คือเก็บได้จากวันเลือกระดับประเทศ ไม่ใช่กันลืมหรือกลัวจำไม่ได้ นี่คือเป็นสิ่งที่การเลือก สว.โดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือ ซึ่งในกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้มีการเลือกที่เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
"ถ้าหาก กกต.หรือ ผอ.ระดับประเทศ เพียงแค่เริ่มต้นนับเบอร์ใหม่ เรียงเบอร์กันใหม่ เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ทุกคนมีหมายเลขใหม่ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 โพยใบนี้ก็ไม่มีความหมายแล้ว คำถามง่ายๆว่าทำไม ผอ.ระดับประเทศ คือ เลขาธิการ กกต. นายแสวง บุญมี ถึงไม่ยอมเปลี่ยนเลขทั้งๆที่มีการเตือนกันแล้วว่าจะมีการทำแบบนี้ มีข่าวหลุดมาแล้วแต่กลับไม่มีการเปลี่ยน หมายเลขใช้หมายเลขเดิม ฉะนั้นจึงทำโพยได้ ซึ่งนายแสวงก็บอกว่าประกาศก่อนใส่ทีหลัง" นายปริญญา กล่าว
นายปริญญา ยังกล่าวต่อว่า อีกปัญหาคือ สว. เป็นคนเลือก กกต. และถ้าหาก สว.มาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม แล้วเขาจะเลือกใครเพื่อมาตัดสินเขาให้ส่งศาลฎีกาหรือไม่
"อาจารย์มีชัยตอนร่างไม่ทราบว่าได้คิดถึงเรื่องนี้หรือไม่ในเมื่อ กกต.เป็นคนส่งเรื่อง สว.ไปให้ศาลฎีกาแต่ สว.นั้นเป็นคนเลือก กกต.นี่คือจุดที่ผิดพลาดที่สุดและที่สำคัญกว่านั้นคือดันไปเขียนว่ามีแต่ กกต.เท่านั้นที่จะส่งให้ศาลฎีกาได้ นี่ก็ผิดกับหลักของกระบวนการยุติธรรมอย่างยิ่ง" นายปริญญา กล่าว
🔵ชี้พิรุธเรื่องโพยและการตั้งข้อหาทางอาญาของ กกต.
นายปริญญา ยังกล่าวต่อว่า ตนมองว่าจุดตัดเรื่องนี้คือเรื่องโพย หากมีการกล่าวหาเรื่องโพย เชื่อว่าจะมี สว.โดนส่งศาลฎีกากว่าร้อยคน แต่ถ้าหากไม่มีเรื่องโพย จะมีเพียงแค่หลักสิบ จึงรอติดตามเหตุผลการไม่ส่งข้อกล่าวหาเรื่องโพย และการไม่ส่งข้อกล่าวหาเรื่องโพยถือว่าไม่ผิดคาด
เมื่อดูรายละเอียดรายงานของ คณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 หลักฐาน 80% เป็นพยานบุคคล แต่มีหลักฐาน สภาพแวดล้อมอื่นอีกมาก หลักฐานการรวมกลุ่มกันที่โรงแรม หลักฐานแชทไลน์ หลักฐานการพูดคุยโทรศัพท์ บุคคลไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน แต่ให้การสอดคล้องกัน มีเส้นทางการเงินที่มาเกี่ยวข้อง นี่คือหลักฐาน 20% ที่สามารถรับฟังได้ แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้ คณะวินิจฉัย ชุดที่ 36 ไม่รับฟังเลย
"ทั้งนี้ กกต.อ้างว่า การนำเอกสารเข้าไปในสถานที่เลือกกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ แต่ กกต.ไม่ได้นำการจัดทำโพยและหลักฐานอื่นๆ มาประกอบด้วย ดังนั้นเรื่องของโพย กกต.ไม่ได้สู้ในเรื่องของข้อเท็จจริงเลย แต่ต้องการที่จะดำเนินการเฉพาะความผิดที่เข้าข่ายคดีอาญาเพื่อสั่งฟ้องศาลฎีกา ซึ่งเรื่องโพยไม่ผิดในคดีอาญา จึงไม่มีการสั่งฟ้องเรื่องโพยเลยสักคน ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีปัญหาจนทำให้กกต.อาจจะโดนคดี ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือไม่" นายปริญญา ระบุ
นายปริญญา ยังกล่าวต่อว่า บรรทัดฐานที่ กกต.ควรจะนำมาใช้คือ บรรทัดฐานของศาลฎีกา คือถ้าหากมีการแลกคะแนนกัน หรือฮั้วกันหรือเลือกซึ่งกันและกัน ศาลฎีกาถือว่า เป็นการเลือกที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมทุกราย ไม่ใช่เอาคดีอาญามาตั้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหามาก กกต. คดีอาญามาตั้ง โดยไม่สนใจแนวทางของศาลฎีกา และต่อให้คำพิพากษาของศาลอาญาบอกว่า อนุญาตให้เอาเอกสารเข้า แต่ไม่ใช่การอนุญาตให้ทำการฮั้วกันได้คนละประเด็นกัน สิ่งที่เป็นปัญหาคือการฮั้วกันทำไม่ได้ แต่ กกต.ไม่ได้พูดถึงการฮั้วกัน พูดแค่ว่าเอกสารเอาเข้าได้
"ไม่ทราบว่าตรงนี้เป็นฝ่ายกฎหมายโดยสำนักงานตั้งกรอบแบบนี้คือเอาอาญามาตั้งในการส่งคดีไปศาลฎีกาหรือ กกต. 7 คนเป็นคนคิดขึ้นมาเอง " นายปริญญา กล่าว
"อ.ปริญญา" ถาม "มีชัย" รู้สึกอะไรหรือไม่ สร้างระบบ "เลือก สว." ที่ร้ายกาจที่สุด! ชี้ "กกต." อาจโดน ม.157
นายปริญญา ยังกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่จบ แต่จะสามารถแบ่งแนวทางได้ดังนี้ คือ
- 1. ศาลฎีกาจะพิพากษา ตามคำร้อง ก็จะพิจารณา ตามบุคคลที่ส่งไป แต่ก็จะมีการไต่สวนที่ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น สว.คนอื่นหรืออาจจะเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองบางคน ถึงตอนพิพากษาก็จะพิพากษาแค่ 77 คน ที่ส่งฟ้องไป และถ้าหากศาลฎีกาเขียนคำพิพากษาว่าเกี่ยวข้องกับใครอีกบ้าง กกต.จะถูกกดดันทางกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.คือการควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และจะถูกบีบให้ส่ง รอบ 2
- 2. หากศาลฎีกาพบหลักฐานอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นใด ศาลฎีกาอาจจะมีคำสั่งหรือคำแนะนำ กกต.ว่าควรจะส่งใครมาให้ศาลฎีกาพิจารณาอีกบ้าง
- 3.กลุ่ม สว.สำรอง สามารถยื่นฟ้องศาลเองได้ภายใน 3 วันหลังจากที่ กกต.มีคำสั่งไม่ส่งฟ้องศาลฎีกา ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องอยู่ดุลพินิจของศาลฎีกาด้วยว่าจะประทับรับรองหรือไม่
🔵เตือน กกต. ระวังเจอโทษหนักตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69
นายปริญญา ยังกล่าวต่อว่า การเอาผิดตาม มาตรา 157 ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะต้องมุ่งให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและจะต้องมีการทุจริต มีเส้นเงิน แต่เนื่องจาก กกต.เป็นคนคุมประตูว่าใครจะเข้าไปสู่สภาผู้แทนได้บ้าง ใครจะเป็น สว.ได้บ้าง ดังนั้น กกต.จึงมีหน้าที่สำคัญยิ่งกว่าพนักงานของรัฐทุกคนในประเทศนี้ ต้องเที่ยงธรรมและสุจริต ความรับผิดทางกฎหมาย กกต.จึงสูงกว่าพนักงานของรัฐทุกคน จึงมีมาตรา 69 ใน พ.ร.ป.กกต.เป็นการเฉพาะ ระบุว่าไม่ต้องมีเจตนาพิเศษ คือทำให้เกิดความเสียหายหรือการทุจริตแค่มิชอบด้วยหน้าที่ เพียงแค่กระทำการหรืองดเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ก็ผิดแล้ว
"หน้าที่ กกต.คือหากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อ ว่าการเลือก สว.เป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมต้องส่งศาลฎีกา ผมจึงเข้าใจว่า กกต. จะลำบากหน่อยเพราะความรับผิดของ กกต.ไม่ใช่แค่ 157 แต่ยังมีมาตรา 69 ของ พ.ร.ป.กกต.ด้วย ไม่ได้บอกว่าท่านไม่ชอบด้วยหน้าที่แล้วแต่ข้อสงสัยได้เกิดขึ้นแล้วเพราะว่าท่านเอาข้อหาทางอาญามาตั้งก่อนได้อย่างไรเพราะนี่คือคดีเลือกตั้ง คดีเลือก สว. ดูแค่สุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้นไม่ต้องดูว่าเป็นคดีอาญาหรือไม่" นายปริญญา กล่าว