ส่วนกรณีทุนและการพัฒนาประเทศ มีผลวิเคราะห์ชี้ว่าสิ่งที่ไทยขาดคือทุนเสี่ยง (Risk Capital) ในช่วงเริ่มต้น แม้ไทยจะมีนักลงทุนในระยะซีรีส์ B หรือซีรีส์ C แต่ช่วงแรกกลับต้องไปพึ่งพาต่างชาติ หากเราเติม Ecosystem และการทูตเข้ามา เรื่องเงินทุนจะไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นที่แท้จริงคือ นักลงทุนหรือนวัตกรที่เก่งที่สุดจะตั้งคำถามว่า "อยู่ที่ไหนแล้วพวกเขาไปได้เร็วที่สุด" ปัจจุบันวาระของประเทศคือ ทำอย่างไรให้ไทยเคลื่อนที่ได้เร็ว ทั้งเรื่องการลงทุน นวัตกรรม และการเพิ่มมวลรวมนโยบาย โดยมุ่งเน้นไปที่ Institutional Speed
สำหรับอุปสรรคหรือ Friction ที่เกิดขึ้นในระบบ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1. Regulatory Friction กฎหมายซ้ำซ้อน กฎหมายเก่าและใหม่ที่ไม่สอดคล้องกัน 2. Process Friction กระบวนการที่ใช้เวลานานเกินไป 3. Organizational Friction การเชื่อมโยงหลายหน่วยงานที่ไร้เจ้าภาพหลักดูแลแบบ End-to-End และ 4. Data Friction การขาดการแชร์ข้อมูลระหว่างกระทรวง หรือแม้แต่ภายในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในยุค AI และ Data Sovereignty
หากแก้ปัญหาทั้ง 4 ด้านนี้ได้ Innovation Friction ก็จะดีขึ้น นายยศชนัน ยังตั้งคำถามว่า เหตุใดไทยจึงไม่มียา วีลแชร์ หรือนวัตกรรมเป็นของตนเอง ทั้งที่แนวคิดดี เรื่องนี้จำเป็นต้องมีเจ้าภาพทำ Smart Regulation โดยเปลี่ยนจากการทำงานแบบ Rule-based หรือ Resource-driven มาเป็น Project-based ที่เน้นความหวังและเป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ซึ่งสมการความสำเร็จ (Equation of Success) ต้องรวมทั้ง Compliance, Outcome และมูลค่าที่ประเทศจะได้รับ
นายยศชนัน เน้นย้ำว่า Regulation ไม่ใช่เรื่องไม่ดี เพราะระบบที่รัดกุมยังจำเป็น เช่น การพัฒนายา แต่ประเด็นคือทำอย่างไรให้ระบบรวดเร็วขึ้นผ่านกรอบแนวทาง 4 ประการ ได้แก่ 1. Remove สิ่งที่ไม่จำเป็น 2. Simplify ลดขั้นตอน เช่น จาก 90 วัน เหลือ 15 วัน 3. Enabler การทดลองผ่าน Sandbox ที่ควบคุมความเสียหายได้ ก่อนจะ Scale ไปใช้จริง และ 4. วัดผล ให้ชัดเจน
นอกจากนี้ นายยศชนัน ยังได้สะท้อนถึงปัญหาในระบบราชการ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง ที่ทำให้คนทำงานเจตนาดีต้องเดือดร้อนหรือเสียอนาคตเพราะขั้นตอนที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงอุปสรรคของมหาวิทยาลัยที่ไม่กล้าลงทุนใน Startup หรือ Deep Tech เพราะกลัวการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ซึ่งหากเปลี่ยนโมเดลให้มหาวิทยาลัยสามารถ ลงทุนและเกิดเป็น ยูนิคอร์น ได้ เงินปันผลจะกลับคืนมาจนอาจทำให้เด็กเรียนฟรีได้ในอนาคต
ในช่วงท้าย นายยศชนัน กล่าวสรุปว่า ป.ย.ป. จะต้องทำหน้าที่เป็น Institutional Memory of Reform หรือคลังความทรงจำการปฏิรูปประเทศ ที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปอย่างไร หรือใครจะอยู่หรือไป งานปฏิรูปที่จำเป็นต้องทำจะต้องถูกบันทึกและดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง ป.ย.ป. จะไม่ใช่หน่วยงานที่ดึงทุกกระทรวงมาไว้ที่เดียว แต่จะเป็นตัวกลางเชื่อมโยง สร้างความยืดหยุ่น (Resilient) และทำให้กระบวนการทำงานของภาครัฐเร็วที่สุด เพื่อความเจริญเติบโตของประเทศไทยต่อไป
อย่างไรก็ตามเวทีวันนี้เป็นการหารือเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงความคิด ประสบการณ์และข้อเสนอจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกของภาครัฐ เพื่อนำไปสู่แนวทางการปฏิรูปกฎระเบียบที่แท้จริง ให้ตอบโจทย์ประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์มาเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนให้ไปสู่ผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม