เนชั่นทีวี

ข่าว

ปชน.ลุ้น ศาล รธน.ชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน พร้อมประเมิน 4 ฉากทัศน์

08 ก.ค. 2569 | prisana_tha

ปชน.ลุ้น ศาล รธน.ชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน พร้อมประเมิน 4 ฉากทัศน์

พรรคประชาชน ประเมิน 4 ฉากทัศน์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำหากไม่ผ่านรัฐบาลต้องรับผิดชอบตามสัดส่วนความเสียหาย อาจถึงขั้นลาออก

พรรคประชาชน ประเมิน 4 ฉากทัศน์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำหากไม่ผ่านรัฐบาลต้องรับผิดชอบตามสัดส่วนความเสียหาย อาจถึงขั้นลาออก

KEY

POINTS

  • พรรคประชาชน วาง 4 ฉากทัศน์ ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งกรณีผ่านทั้งฉบับ หรือไม่ผ่าน
  • ศิริกัญญา-วีระยุทธ ตั้งข้อกังวลวงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่มีโรดแมปหรือเป้าหมายชัดเจน เสี่ยงเกิดการยัดไส้โครงการ
  • ณัฐพงษ์ ระบุหากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมืองตามระดับความเสียหาย และหากเกิดผลกระทบรุนแรง นายกรัฐมนตรีอาจต้องพิจารณาลาออก

8 กรกฎาคม 2569 จับตา “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 พรรคประชาชนประเมิน 4 ฉากทัศน์ ชี้หากตกอาจกระทบการใช้เงินรัฐครั้งใหญ่ “ศิริกัญญา-ณัฐพงษ์” เรียกร้องรัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ หากศาลชี้การออก พ.ร.ก. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี

 

พรรคประชาชนประเมิน 4 ฉากทัศน์

 

โดย ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เงา พรรคประชาชน โดย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงหลังการประชุมถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวินิจฉัยร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคมนี้ว่า พวกเราได้วางฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น 2 ฉากทัศน์ใหญ่ และ 2 ฉากทัศน์ย่อย คือ พ.ร.ก. ผ่านทั้งฉบับ และพ.ร.ก. ไม่ผ่าน ซึ่งในกรณีที่ไม่ผ่านก็จะมี 2 กรณีย่อย คือ ไม่ผ่านทั้งฉบับเพราะประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ออกโดยชอบหรือไม่ชอบตามกฎหมาย ดังนั้นก็มีโอกาสที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะตกทั้งฉบับ ซึ่งจะนำไปสู่ความยุ่งยากเพราะ 2 แสนล้านส่วนแรกได้เริ่มกู้และเบิกจ่ายไปแล้วในการใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินเข้ากองทุนประชารัฐที่ยังขาดอยู่ ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากให้กับรัฐบาลในการหาแหล่งเงินใหม่มาทดแทน

พรรคประชาชนประชุม ครม.เงา

 

อีกส่วนหนึ่ง กรณีไม่ผ่านเฉพาะ 2 แสนล้านบาทหลัง เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน เคยมีกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองเงินในส่วนแรกที่ใช้ไปแล้วให้ใช้ต่อไปได้ ซึ่งอาจจะมีความยุ่งยากน้อยกว่า เพราะรัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก. ฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนหาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ตกไปและยังสามารถใช้เงินใช้ต่อได้

 

ชี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาล รธน. ชี้ไม่ผ่าน

 

นางสาวศิริกัญญา กล่าวต่อว่า เราอยากให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบในกรณีต่างๆ ยกเว้นที่ พ.ร.ก. ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ไม่ผ่านอยากให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบตามสัดส่วนที่เกิดขึ้น เพราะเราทราบดีว่า ในส่วน 2 แสนล้านหลังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่กระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยังส่อที่จะปั้นโครงการต่างๆยัดไส้และใช้วิกฤตของประชาชนบังหน้าพ่วงไปกับการช่วยเหลือเยียวยาที่ประชาชนจะได้รับใน 2 แสนล้านแรก

ด้านนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า ในฐานะที่ตนอยู่ในกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นกลไกเดียวที่รัฐสภาตั้งมา และได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานๆยิ่งพบว่าน่ากังวลมากเป็นพิเศษยิ่งกว่าเดิม

 

เพราะการใช้การเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กลับไม่มีการตั้งเงื่อนไขหรือไม่มีโรดแมพว่า เปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศด้วยเป้าหมายอะไร ลดพลังงานการใช้ฟอสซิลเท่าไหร่ ในระยะเวลาเท่าไหร่ โครงการใหญ่จะเป็นอย่างไร อีกทั้งยังไม่มีการตั้งเงื่อนไขมูลค่าขั้นต่ำด้วยซ้ำทำให้เสี่ยงเกิดเบี้ยหัวแตก มีการยัดไส้ สอดไส้โครงการต่างๆเข้ามา ไม่รู้ว่าจะนำพาประเทศไทยไปสู่ทิศทางใด

 

และเมื่อมีการออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ แต่มีเงื่อนไขผูกมัดตัวเองว่าก็ต้องรีบใช้เงินภายในเดือนธันวาคม ปี 2570 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ จึงมีความกังวลว่าจะเกิดการแร้งทึ้งเข้ามาแย่งชิงการใช้เงินโครงการนี้จะเกิดประสิทธิภาพในการใช้เงินเปลี่ยนผ่านพลังงานมากน้อยแค่ไหน และนี่เป็นเงินกู้ก้อนสำคัญที่จะทำให้เราติดเพดานหนี้สาธารณะ หากใช้ไม่มีประสิทธิภาพก็จะเสี่ยงเงินจะหมด และไม่เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างที่ตั้งใจ เราจึงยื่นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ และคิดว่าการใช้เงินก้อนนี้เป็นปัญหาจริงๆ และจะรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ และเรียกร้องความรับผิดชอบต่อรัฐบาล ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น

 

เมื่อถามว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในทางลบ การเรียกร้องตามสัดส่วนที่เหมาะสมให้รัฐบาลรับผิดชอบคืออะไร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ในช่วงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเราจะเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาพูดชัด ว่าจะต้องมีการประเมินผลการทำงานของรัฐมนตรีใน ครม. ถ้าใครผลงานไม่เข้าเป้าปรับเปลี่ยนตำแหน่งแน่นอน ตนขอถามว่าเรื่องผลงานไม่เข้าเป้าก็ส่วนหนึ่ง แต่การทำผลงานที่ผิดพลาด หากเกิดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก. ของรัฐบาลไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นโทษที่ร้ายแรงมากกว่าผลงานไม่เข้าเป้าหรือไม่ ซึ่งต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะออกมาเป็นฉากทัศน์ใด

 

เรายืนยันในหลักรับผิดรับชอบทางการเมืองต้องได้สัดส่วนตอบความเสียหาย ตอนนี้เรายังไม่เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะยังไม่รู้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมจะแสดงท่าทีมากยิ่งขึ้นหลังจากมีคำวินิจฉัย และตนไม่อยากให้โฟกัสเฉพาะเรื่อง พ.ร.ก. เพียงอย่างเดียว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ทั้งการทุจริตสอบท้องถิ่น ปัญหายาเสพติด ฮั้ว สว. ป.ป.ช. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงใจเลย ว่าตกลงแล้วที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาให้ความเห็นชัดเจนแล้วว่าสามารถมี สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชนได้ แต่กลับมีข้ออ้างว่าเสนอไปอาจถูกปัดตก ติดขัดเอาหัวชนฝาทำให้ไม่ผ่าน แบบนี้เป็นข้ออ้างที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลขาดความจริงใจ ประชาชนก็สะท้อนออกมายังผลโพลล่าสุดที่ความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีตกลง ดังนั้นถ้าจะถามว่าข้อเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบอย่างไร คนที่ควรจะต้องตอบก็คือตัวนายกฯ เพราะเป็นคนพูดออกจากปากเองว่าพร้อมที่จะประเมินผลงานครม. และพร้อมที่จะปรับ ครม. ในเมื่อประชาชนประเมินท่านแล้วสะท้อนผลโพลว่าการทำงานไม่ผ่าน ต้องถามว่า นายกฯจะทบทวนและปรับปรุงตัวเองอย่างไร

 

เมื่อถามย้ำว่า หาก พ.ร.ก. ไม่ผ่าน ความรับผิดชอบสูงสุดนายกฯถึงขั้นต้องยุบสภาหรือลาออกหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นฉากทัศน์ที่ร้ายแรงที่สุดและเกิดความเสียหายกับการใช้จ่ายเงินของรัฐที่บางส่วนใช้จ่ายไปแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยรัฐบาลเองต้องรับผิดชอบ ตามที่ได้สัดส่วนถึงขั้นลาออก ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำที่ความเสียหายเกิดขึ้นถึงขั้นนั้น แต่ต้องรอดูคำวินิจฉัย

 

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนได้มีการประเมินผลงานของรัฐมนตรีหรือไม่ว่า มีกระทรวงไหนที่ไม่เข้าเป้า นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาล ไม่ได้เป็นปัญหาที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่รากเง้าของมันคือที่มาของอำนาจที่ไม่ถูกต้อง เช่น กรณีฮั้ว สว. หรือการทุจริตคอร์รัปชันที่ไม่ได้พัวพันเฉพาะราชการ แต่ยังมาถึงนักการเมืองด้วย ดังนั้นหากจะให้ประเมินหรือให้คำตอบชัดๆ รัฐบาลชุดนี้ขาดความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจตั้งแต่แรก จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะผลักดันอย่างเต็มที่ ใช้เสียงของสภา และเสียงภายนอกสภา กดดันรัฐบาลอย่างเต็มที่ที่สุด

ข่าวล่าสุด