เบรกแลนด์บริดจ์! รัฐเซ็น MOU กลุ่ม SEC Watch พลิกโฉมแผนพัฒนาภาคใต้
02 ก.ค. 2569 | thunchanok_kul

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่! รัฐบาลยอมถอย เซ็น MOU กลุ่ม SEC Watch สั่งชะลอ "แลนด์บริดจ์" พับ พ.ร.บ. SEC ดัน "แผนพัฒนาภาคใต้ฉบับประชาชน" นำทางเมกะโปรเจกต์
ข่าว
02 ก.ค. 2569 | thunchanok_kul

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่! รัฐบาลยอมถอย เซ็น MOU กลุ่ม SEC Watch สั่งชะลอ "แลนด์บริดจ์" พับ พ.ร.บ. SEC ดัน "แผนพัฒนาภาคใต้ฉบับประชาชน" นำทางเมกะโปรเจกต์
KEY
POINTS
2 กรกฎาคม 2569 บันทึกหน้าใหม่การเมืองไทย! 30 มิถุนายน 2569 รัฐบาลยอมถอย ลงนาม MOU ร่วมกับกลุ่ม SEC Watch สั่งเบรก พ.ร.บ. SEC และชะลอโครงการ "แลนด์บริดจ์" พลิกแนวคิดการพัฒนาประเทศจากเดิมที่รัฐ "มัดมือชกด้วยโครงการ" เปลี่ยนเป็น "ให้ประชาชนร่วมออกแบบแผนแม่บท" เผยนี่คือต้นแบบประชาธิปไตยเชิงนโยบายที่จะเปลี่ยนโฉมประเทศไทยในศตวรรษที่ 21
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประเทศไทย เพราะรัฐบาลได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ
(1) ยุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC)
(2) ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ โดยมีภาคประชาชนร่วมศึกษาและกำหนดทิศทาง
(3) ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรอแผนแม่บทฯ และผลการศึกษาของคณะกรรมการแลนด์บริดจ์
หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียง "ข้อตกลงทางการเมือง" แต่ในความเป็นจริง MOU ฉบับนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก
เพราะนี่คือครั้งแรกที่รัฐบาลยอมรับอย่างเป็นทางการว่า การพัฒนาภาคใต้ไม่ควรเริ่มต้นจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการวางแผนร่วมกับประชาชน
ที่ผ่านมา การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของประเทศมักเริ่มจากโครงการ เมื่อมีโครงการแล้ว จึงค่อยออกแบบทุกอย่างให้รองรับโครงการนั้น ไม่ว่าจะเป็นผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น พร้อมทั้งออกกฎหมายให้เอื้อต่อโครงการ ประชาชนมักเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงท้าย เมื่อทิศทางหลักถูกกำหนดไปแล้ว
MOU ฉบับนี้เสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไป คือเริ่มจากการตั้งคำถามว่า
(1) ภาคใต้ควรพัฒนาไปในทิศทางใด
(2) จุดแข็งของแต่ละพื้นที่คืออะไร
(3) เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต จะเดินไปด้วยกันได้อย่างไร
เมื่อมีคำตอบเหล่านี้แล้ว จึงค่อยพิจารณาว่าโครงการใดเหมาะสมที่จะบรรจุไว้ในแผน ไม่ใช่กำหนดโครงการไว้ก่อน แล้วให้ทุกอย่างเดินตาม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่ตั้งคำถามต่อโครงการแลนด์บริดจ์มักถูกมองว่าเป็น "ฝ่ายคัดค้าน" แต่ MOU ฉบับนี้สะท้อนอีกมุมหนึ่ง ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา
สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือ การพัฒนาที่มีข้อมูล มีเหตุผล และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
หากกระบวนการนี้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะได้ต้นแบบใหม่ของการกำหนดนโยบายสาธารณะ นั่นคือ การให้ประชาชนร่วมคิด ไม่ใช่เพียงร่วมรับฟัง
หากคณะกรรมการฯ สามารถจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคใต้ แต่จะกลายเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาภาคอื่นๆ ของประเทศ หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร ล้วนสามารถใช้กระบวนการเดียวกัน คือให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเอง
อย่างไรก็ตาม MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายรักษาคำมั่นที่ลงนามไว้ คณะกรรมการฯ ต้องทำงานอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้คัดค้าน" มาเป็น "ผู้ร่วมเสนอทางออก" เพราะการออกแบบอนาคตย่อมยากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์
ความสำเร็จที่แท้จริงของ MOU ฉบับนี้ ไม่ใช่การหยุดหรือเดินหน้าแลนด์บริดจ์ แต่คือการพิสูจน์ว่า ประชาชนสามารถเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตของประเทศได้ หากกระบวนการนี้เดินหน้าจนเกิด "แผนพัฒนาภาคใต้ฉบับประชาชน" ได้สำเร็จ
นี่จะไม่ใช่เพียงชัยชนะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่จะเป็นชัยชนะของประชาธิปไตยเชิงนโยบาย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่การพัฒนาประเทศไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกเขียนร่วมกันโดยประชาชนทุกคน
"นี่ไม่ใช่แผนของ SEC Watch ไม่ใช่แผนของรัฐบาล แต่ควรเป็น 'แผนของคนใต้ทุกคน' และหากทำสำเร็จ ก็จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศไทยในศตวรรษที่ 21"
.
ที่มา: เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte