เนชั่นทีวี

ข่าว

กมธ.จ่อสอบบิ๊กทหาร-ตำรวจ คดียิง "สส.นราฯ" พบพิรุธซ่อนข้อมูลโทรศัพท์-ปืนผีโผล่

04 มิ.ย. 2569 | thunchanok_kul

กมธ.จ่อสอบบิ๊กทหาร-ตำรวจ คดียิง "สส.นราฯ" พบพิรุธซ่อนข้อมูลโทรศัพท์-ปืนผีโผล่

กมธ.กฎหมาย นัดสอบคดีลอบยิง "สส.กมลศักดิ์" แฉพิรุธซ่อนข้อมูลโทรศัพท์-ดึงเวลาฝากขัง ปูดข้อมูล ปืนที่ใช้ก่อเหตุ 2 กระบอกเป็นของนาวิกฯ แจ้งทำลายทิ้งปี 35 อีกกระบอกสหรัฐฯ สนับสนุนกองทัพไทย

4 มิถุนายน 2569 ความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชาติ พร้อมผู้ติดตามรวม 3 คน ขณะเดินทางกลับจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จากสนามบินหาดใหญ่ มุ่งหน้าบ้านพักในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ล่าสุด คดีนี้กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดถึงความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม 

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ (4 มิถุนายน 2569) ทราบว่าจะมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาตรวจสอบอย่างเข้มข้น 

โดยตามระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมาธิการฯ วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม CB 308 อาคารรัฐสภา มีวาระพิจารณาศึกษาและติดตามตรวจสอบการอำนวยความยุติธรรม กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ โดยมีการเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม , นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ (ในฐานะผู้เสียหาย) , ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , ผู้บัญชาการทหารเรือ , เลขาธิการ กอ.รมน. และผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตัวแทนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (AIS, True, NT)

กมธ.จ่อสอบบิ๊กทหาร-ตำรวจ คดียิง "สส.นราฯ" พบพิรุธซ่อนข้อมูลโทรศัพท์-ปืนผีโผล่

แหล่งข่าวระดับสูงจากชุดคลี่คลายคดี เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ประเด็นหลักที่กรรมาธิการฯ จะมุ่งซักถามคือ การละเว้นการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของผู้ต้องสงสัย ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญ

มีการระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) มีเครื่องมือพิเศษสำหรับดึงข้อมูลสำรองจากโทรศัพท์มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในคดีลอบยิง สส. โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเครื่องมือดังกล่าวจะใช้เฉพาะกับคดียาเสพติดเท่านั้น ส่งผลให้มีการเตรียมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการจัดซื้อและความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ ข้อมูลการสืบสวนเชิงลึกพบว่า "วิโรจ" หนึ่งในผู้ต้องสงสัยสำคัญ ที่ สส. กมลศักดิ์ แจ้งความดำเนินคดี หลังเกิดเหตุ มีการใช้โทรศัพท์ติดต่อออกไปถึง 50 ครั้ง ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงของวันเกิดเหตุ โดยโครงข่ายเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มมือปืนและแหล่งชำแหละรถยนต์ แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่ยอมนำข้อมูลการติดต่อเหล่านี้เข้าสู่สำนวนคดี     

ส่งผลให้การแจ้งข้อหาทำได้จำกัด เนื่องจากอาศัยเพียงคำซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันเอง โดยปราศจากหลักฐานทางเทคโนโลยีรองรับ ซึ่งทำให้รูปคดีมีน้ำหนักอ่อน

กมธ.จ่อสอบบิ๊กทหาร-ตำรวจ คดียิง "สส.นราฯ" พบพิรุธซ่อนข้อมูลโทรศัพท์-ปืนผีโผล่

อีกหนึ่งประเด็นสุดล่อแหลมที่อาจมีการเตรียมซักถามหน่วยงานความมั่นคง คือ แหล่งที่มาของอาวุธปืน 3 กระบอกที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งรายงานลับระบุข้อมูลที่น่าตกใจ ดังนี้ 

  • อาวุธปืน 2 กระบอก ได้รับการยอมรับว่าเป็นของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) แต่กลับมีบันทึกของกรมสรรพาวุธว่า ถูกตีตราทำลายไปแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2535 (มีหลักฐานภาพถ่ายขั้นตอนการทำลาย) จึงเกิดข้อสงสัยอย่างหนักว่า อาวุธที่ถูกระบุว่าทำลายไปแล้วกว่า 30 ปี กลับมาอยู่ในมือคนร้ายได้อย่างไร และเป็นการทำลายเท็จ เพื่อยักยอกอาวุธหลวงหรือไม่
  • อาวุธปืน 1 กระบอก มีการประทับตราบนตัวปืนระบุชัดเจนว่า "Property of US Government" ซึ่งเป็นอาวุธที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนแก่กองทัพไทย แต่กลับไม่พบประวัติในฐานข้อมูลของกรมสรรพาวุธแต่อย่างใด

กมธ.จ่อสอบบิ๊กทหาร-ตำรวจ คดียิง "สส.นราฯ" พบพิรุธซ่อนข้อมูลโทรศัพท์-ปืนผีโผล่

แหล่งข่าวในชุดคลี่คลายคดีประเมินว่า ความพยายามในการทำสำนวนให้อ่อนลง โดยตัดหลักฐานทางโทรศัพท์ออกและเหลือเพียงคำซัดทอดนั้น อาจเป็นความพยายามปูทางเพื่อยกฟ้องผู้ต้องหาในระดับผู้สนับสนุน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติการณ์ของพนักงานสอบสวนที่พยายามดึงเชง ยื้อเวลาการส่งสำนวนให้อัยการ

ตามกฎหมายสามารถฝากขังผู้ต้องหาได้สูงสุด 7 ผัด เจ้าหน้าที่ตำรวจเลือกที่จะดึงเวลาฝากขังไปจนถึงผัดที่ 6 หรือ 7 เพื่อบีบให้ระยะเวลากระชั้นชิด ป้องกันไม่ให้ฝ่ายผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเปิดการไต่สวนก่อนฟ้องได้ทัน เพราะหากมีการไต่สวน ศาลจะมีอำนาจเรียกข้อมูลเบอร์โทรศัพท์จากผู้ให้บริการเครือข่ายได้โดยตรงจากอำนาจศาล การประวิงเวลาคดีให้ล่าช้า จึงเป็นการตัดโอกาสในการแสวงหาความจริง

การประชุมกรรมาธิการฯ ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมในคดีอุกฉกรรจ์ระดับนี้ จะสามารถเอาผิดผู้บงการและผู้สนับสนุนได้จริงหรือไม่ หรือจะมีกระบวนการแทรกแซงบิดเบือนรูปคดีอยู่เบื้องหลัง อาจจะต้องติดตามและรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป