ศาลฎีกาฟัน “เอกราช ช่างเหลา” พ้น สส. เพิกสิทธิการเมืองตลอดชีวิต
27 พ.ค. 2569 | prisana_tha

ศาลฎีกาพิพากษา “เอกราช ช่างเหลา” ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง คดียักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น 396 ล้าน สั่งพ้น สส.-ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต
ข่าว
27 พ.ค. 2569 | prisana_tha

ศาลฎีกาพิพากษา “เอกราช ช่างเหลา” ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง คดียักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น 396 ล้าน สั่งพ้น สส.-ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต
KEY
POINTS
27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2568 หมายเลขแดงที่ 2/2569 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ผู้ร้อง กับ นายเอกราช ช่างเหลา ผู้คัดค้าน
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยผู้คัดค้านกับพวก อาศัยโอกาสที่ตนดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ร่วมกันยักยอกเงินของสหกรณ์ และปกปิดอำพรางการกระทำของตนโดยร่วมกันปลอมสมุดบัญชีเงินฝากประจำของสหกรณ์ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้หลงเชื่อว่าสหกรณ์มียอดเงินคงเหลือตามที่ระบุในสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นความผิดทั้งทางอาญาและจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ศาลฎีกาไต่สวนพยานหลักฐานแล้ว มีคำวินิจฉัยโดยสรุปว่า ผู้คัดค้านซึ่งดำรงตำแหน่งและเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม และได้ดำรงตำแหน่งมาจนถึงวันยื่นคำร้อง
เมื่อประมาณปี 2554 ถึงปี 2562 ผู้คัดค้านกับพวกอาศัยโอกาสที่ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2554 ถอนเงินของสหกรณ์ 396,000,000 บาท แล้วโอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้าน จากนั้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2554 ผู้คัดค้านกับพวกนำเงินของสหกรณ์ไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1800, 1801, 8010, 8133 และ 10630 รวมเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 34.9 ตารางวา ในราคา 106,000,000 บาท จากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้คัดค้านใช้ชื่อตนเองเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 5 แปลงดังกล่าว แล้วนำที่ดิน 3 แปลง มาจดทะเบียนจำนองกับสหกรณ์เพื่อประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี ซึ่งเป็นลูกหนี้ของสหกรณ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและโดยทุจริต ทั้งยังปรากฏว่ายังคงมีเงินที่เป็นส่วนต่างของการซื้อที่ดินอีกเป็นเงิน 290,000,000 บาท การกระทำของผู้คัดค้านกับพวกในส่วนนี้จึงเป็นการยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเสียหาย และเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านกับพวกได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินโดยตรง
จากนั้นตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปี 2562 ผู้คัดค้านกับพวกแก้ไขสมุดบัญชีเงินฝากของสหกรณ์เพื่อแสดงต่อสมาชิกในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหกรณ์ โดยตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2562 ให้สมาชิกสหกรณ์เข้าใจว่ามีเงินคงเหลือประมาณ 400,000,000 บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือประมาณ 70,000 บาท จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายครั้ง โดยมีการกระทำครั้งสุดท้ายด้วยการแก้ไขให้ปรากฏว่ามีเงินในบัญชีคงเหลือ ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2562 จำนวน 431,941,984.59 บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือ 79,774.16 บาท
ต่อมาผู้คัดค้าน จึงส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากคืนให้สหกรณ์ในเดือนตุลาคม 2562 ภายหลังที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ใช้บังคับแล้ว
ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนจึงฟังได้แล้วว่า ผู้คัดค้านร่วมกับพวกกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในข้อหายักยอก ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงถือว่าผู้คัดค้านไม่ยึดมั่นหลักนิติธรรม และไม่ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน มีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเจตนาและมีความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3 ข้อ 12 ข้อ 17 และข้อ 27 วรรคสอง แห่งมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว
พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) วรรคสามและวรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 และมาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 3 ข้อ 12 ข้อ 17 และข้อ 27 วรรคสอง
ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงผู้คัดค้านไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 วรรคสี่ และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา
ข่าวล่าสุด