เนชั่นทีวี

ข่าว

อึ้ง! ตรวจสารพบ พขร.ฉี่ม่วงเพิ่ม-ส่งตรวจซ้ำ - คค.พร้อมลงดาบ

21 พ.ค. 2569

อึ้ง! ตรวจสารพบ พขร.ฉี่ม่วงเพิ่ม-ส่งตรวจซ้ำ - คค.พร้อมลงดาบ

รมช.คค.กางแผน 3 ระยะแก้ปัญหารถไฟผ่าเมือง - อึ้ง! รถไฟเกิดเหตุดีเลย์ 900 นาทีจากรอบ 5 ทุ่มคืน 15 พ.ค. - อึ้งกว่า! ตรวจสารเสพติด พขร.พบฉี่ม่วงเพิ่ม ส่ง รพ.ตรวจซ้ำพร้อมลงดาบ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตอบกระทู้ถามสดของสภาผู้แทนราษฎรถึงโศฏนาฏกรรมรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง เมื่อ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ต่อแผนการแก้ไขปัญหาในระยะต่อไปว่า กระทรวงคมนาคม กำลังทำการศึกษาถึงการชดเชยให้กับประชาชน กรณีที่จะมีผลกระทบ หากไม่มีรถไฟวิ่งเข้ามาในเขตเมือง เช่น ประชาชนจะต้องมาใช้บริการแอร์พอร์ตเรลลิงก์แทน พร้อมยืนยันว่า เสียงที่สะท้อนมากระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะการเพิ่มภาระให้กับประชาชนทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาที่ที่เพิ่มขึ้น กระทรวงฯ ไม่ได้ปล่อยปละละเลย และพยายามหาทางออกเพื่อลดผลกระทบ

 

ส่วนแผนระยะกลางนั้น นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า จะมีการเชื่อมต่ออาณัติสัญญาณ กับทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท., กรุงเทพมหานคร และตำรวจจราจร เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึงระบบรางอัตโนมัติเหมือนในต่างประเทศที่กระทรวงคมนาคม จะพิจารณาดำเนินการ 1-2 ปีนี้ และในระยะยาวนั้น ระบบรางจะต้องลอยฟ้าทั้งหมด และพื้นถนนจะต้องเป็นระบบล้อเท่านั้น รวมถึงโครงการ Missing Link ก็เป็นแผนระยะยาว ที่จะต้องทำต่อไปในอนาคต

นายสิริพงศ์ ยังได้ยังเปิดเผยหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสั่งปูพรม ตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถ ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยว่า พบพนักงานขับรถ ที่ใช้สารเสพติดเพิ่มเติมจริง จึงได้ส่งตรวจซ้ำที่โรงพยาบาล และหากพบว่า ใช้สารเสพติดจริง กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการต่อทุกกรณี เพราะเป็นสิ่งที่กระทรวงคมนาคมยอมรับไม่ได้ เพื่อให้ประชาชนวางใจ พร้อมยืนยันว่า การปูพรมนี้ ไม่ใช่ “วัวหายล้อมคอก” แต่เป็นนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ไว้กับทุกหน่วยงานในสังกัดมาโดยตลอด

ส่วนกรณีการปรับเวลารถไฟขนส่งสินค้า ห้ามเข้ามาในเขตเมืองในช่วงเวลากลางวัน จนเป็นที่ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม อาจจะกระทบกับรถขนผัก หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นนั้น นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า รถชนส่งสินค้าส่วนมาก ไม่ได้ขนพืชผักผลไม้ แต่ส่วนใหญ่เป็นวัสดุก่อสร้าง เม็ดพลาสติก เหล็ก และปูน จากท่าเรือต่าง ๆ ดังนั้น กฎที่ให้วิ่งกลางคืน แต่ที่รถไฟคันดังกล่าวมาวิ่งกลางวันนั้น เป็นเพราะขบวนรถไฟดังกล่าว เป็นขบวนรถไฟรอบ 23.00 น.ของวันที่ 15 พฤษภาคม แต่ขบวนรถต้องดีเลย์ หรือล่าช้า ถึง 15 ชั่วโมง หรือ 900 นาที ดังนั้น เวลาการออกรถจึงถูกตีเวลาว่า เป็นเที่ยว 5 ทุ่มดีเลย์ จึงต้องออกเดินทางตอนบ่าย ซึ่งก็ถือเป็นการยืนยันเหตุผลที่ ขบวนรถไฟขนส่งสินค้า จะต้องเดินรถเฉพาะเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น.เพราะการจราจรบนท้องถนนยังน้อย ไม่คับคั่ง ความเสี่ยงอุบัติเหตุจึงน้อยกว่า

 

นายสิริพงศ์ ยังได้ย้ำข้อมูลกล่องดำประจำรถไฟรถว่า ขับเคลื่อนด้วยความเร็วปกติ ที่กำหนดให้วิ่งในเมืองได้ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่รถไฟขบวนนี้วิ่งที่ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และก่อนหน้าที่จะถึงจุดเกิดเหตุ มีสัญญาณไฟเตือน ให้เตรียมตัว หยุดเพื่อจอดที่สถานีมักกะสัน ล่วงหน้า 800 เมตร โดยหากมีการแจ้งเตือนพนักงานขับรถไฟจะต้องดูสัญญาณไฟเป็นหลักเมื่อจะถึงจุดตัดทางเชื่อม ในสถานีทางเชื่อม จะต้องกดให้สัญญาณไฟ และเสียงเตือน ผู้ใช้ถนนที่ตัดผ่านทางรถไฟ เพื่อแจ้งว่ารถไฟกำลังจะมา ซึ่งในวันเกิดเหตุนายสถานีได้ทำการดำเนินการ แจ้งเตือนให้ทำการหยุดรถแล้ว ขณะเดียวกันก่อนเกิดเหตุรถเมล์คันดังกล่าว จอดคร่อมทางรถไฟในช่วงที่การแจ้งเตือนพอดี เพราะการจราจรติดขัด ไม้กั้นก็ไม่สามารถลงมาปิดกั้นทางได้ ดังนั้นเมื่อไม้กั้นไม่ลงไฟสัญญาณเตือนคนขับรถรถไฟก็ไม่ติด ทำให้ ในสถานีประจำจุด ต้องยกธงแดงเพื่อเป็นการ แจ้งพนักงานขับรถไฟ ความเร็วพนักงานขับรถไฟดึงเบรกมือฉุกเฉินก่อนถึงจุดเกิดเหตุ 100 เมตร ทำให้ความเร็วยังไม่ลดลง จึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

 

นายสิริพงศ์ ยังกล่าวอีกว่า จากการสอบสวนทำให้ทราบว่าพนักงานขับรถไฟมีความประมาท และตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้ออกจากราชการไปก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเห็นว่า สิ่งหนึ่งที่ตนเองคิดว่าเป็นปัญหา คือ ระบบอาณัติสัญญาณและการจัดการไม่ดี ซึ่งปัญหายังคงเรื้อรัง จนถึงเกิดเหตุแบบนี้ และจะนำมาซึ่งการแก้ไขต่าง ๆ ในอนาคต