ส่วนกรณีการปรับเวลารถไฟขนส่งสินค้า ห้ามเข้ามาในเขตเมืองในช่วงเวลากลางวัน จนเป็นที่ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม อาจจะกระทบกับรถขนผัก หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นนั้น นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า รถชนส่งสินค้าส่วนมาก ไม่ได้ขนพืชผักผลไม้ แต่ส่วนใหญ่เป็นวัสดุก่อสร้าง เม็ดพลาสติก เหล็ก และปูน จากท่าเรือต่าง ๆ ดังนั้น กฎที่ให้วิ่งกลางคืน แต่ที่รถไฟคันดังกล่าวมาวิ่งกลางวันนั้น เป็นเพราะขบวนรถไฟดังกล่าว เป็นขบวนรถไฟรอบ 23.00 น.ของวันที่ 15 พฤษภาคม แต่ขบวนรถต้องดีเลย์ หรือล่าช้า ถึง 15 ชั่วโมง หรือ 900 นาที ดังนั้น เวลาการออกรถจึงถูกตีเวลาว่า เป็นเที่ยว 5 ทุ่มดีเลย์ จึงต้องออกเดินทางตอนบ่าย ซึ่งก็ถือเป็นการยืนยันเหตุผลที่ ขบวนรถไฟขนส่งสินค้า จะต้องเดินรถเฉพาะเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น.เพราะการจราจรบนท้องถนนยังน้อย ไม่คับคั่ง ความเสี่ยงอุบัติเหตุจึงน้อยกว่า
นายสิริพงศ์ ยังได้ย้ำข้อมูลกล่องดำประจำรถไฟรถว่า ขับเคลื่อนด้วยความเร็วปกติ ที่กำหนดให้วิ่งในเมืองได้ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่รถไฟขบวนนี้วิ่งที่ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และก่อนหน้าที่จะถึงจุดเกิดเหตุ มีสัญญาณไฟเตือน ให้เตรียมตัว หยุดเพื่อจอดที่สถานีมักกะสัน ล่วงหน้า 800 เมตร โดยหากมีการแจ้งเตือนพนักงานขับรถไฟจะต้องดูสัญญาณไฟเป็นหลักเมื่อจะถึงจุดตัดทางเชื่อม ในสถานีทางเชื่อม จะต้องกดให้สัญญาณไฟ และเสียงเตือน ผู้ใช้ถนนที่ตัดผ่านทางรถไฟ เพื่อแจ้งว่ารถไฟกำลังจะมา ซึ่งในวันเกิดเหตุนายสถานีได้ทำการดำเนินการ แจ้งเตือนให้ทำการหยุดรถแล้ว ขณะเดียวกันก่อนเกิดเหตุรถเมล์คันดังกล่าว จอดคร่อมทางรถไฟในช่วงที่การแจ้งเตือนพอดี เพราะการจราจรติดขัด ไม้กั้นก็ไม่สามารถลงมาปิดกั้นทางได้ ดังนั้นเมื่อไม้กั้นไม่ลงไฟสัญญาณเตือนคนขับรถรถไฟก็ไม่ติด ทำให้ ในสถานีประจำจุด ต้องยกธงแดงเพื่อเป็นการ แจ้งพนักงานขับรถไฟ ความเร็วพนักงานขับรถไฟดึงเบรกมือฉุกเฉินก่อนถึงจุดเกิดเหตุ 100 เมตร ทำให้ความเร็วยังไม่ลดลง จึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
นายสิริพงศ์ ยังกล่าวอีกว่า จากการสอบสวนทำให้ทราบว่าพนักงานขับรถไฟมีความประมาท และตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้ออกจากราชการไปก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเห็นว่า สิ่งหนึ่งที่ตนเองคิดว่าเป็นปัญหา คือ ระบบอาณัติสัญญาณและการจัดการไม่ดี ซึ่งปัญหายังคงเรื้อรัง จนถึงเกิดเหตุแบบนี้ และจะนำมาซึ่งการแก้ไขต่าง ๆ ในอนาคต