เนชั่นทีวี

ข่าว

วิเคราะห์ "คำสั่งและความสับสน" ของรัฐบาลอนุทิน แต่งตั้ง "22 อรหันต์" แก้ปัญหาภาคใต้

13 พ.ค. 2569

วิเคราะห์ "คำสั่งและความสับสน" ของรัฐบาลอนุทิน แต่งตั้ง "22 อรหันต์" แก้ปัญหาภาคใต้

วิเคราะห์การจัดทัพแก้ไฟใต้ของรัฐบาล "อนุทิน" - อ.สุรชาติ ตั้งคำถามถึงความสับสนในการแต่งตั้ง คกก.ผู้แทนพิเศษ 22 ราย ชี้ "สีหศักดิ์" ต้องรับภาระหนักดับไฟ 3 กอง ทั้งใต้-กัมพูชา-พม่า หวั่นโครงสร้างใหม่ติดหล่มรัฐราชการ

13 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง วิเคราะห์โครงสร้างการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ชุดใหม่ของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชี้เห็นความสับสนในคำสั่งแต่งตั้ง ตั้งคำถามถึงบทบาท "22 อรหันต์" จะดับไฟใต้ได้จริง หรือเป็นเพียงฟันเฟืองรัฐราชการ พร้อมจับตา "สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว" ในบทบาทนักดับไฟ 3 กองท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์

บทความ “คำสั่งและความสับสน !” ของอาจารย์สุรชาติ ระบุว่า ใครที่ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า มีคำสั่งของนายกรัฐมนตรีออกมาอย่างน่าสนใจ แม้ในอีกด้านจะมีเรื่องของการลอบยิง สส. ที่ยังค้างคาอยู่ก็ตาม ตลอดรวมถึงเรื่องของการบ่มเพาะความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

คำสั่งแรกอย่างที่คาดไม่ถึงคือ การแต่งตั้ง ดร. ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง (สขช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข พร้อมกับการแต่งตั้งพลเอกสุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณในทางการเมืองว่า รัฐบาลไทยพร้อมที่เริ่มต้นกระบวนการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธ BRN ในฐานะที่เป็นกองกำลังหลักของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในพื้นที่ 3 จังหวัด

วิเคราะห์ "คำสั่งและความสับสน" ของรัฐบาลอนุทิน แต่งตั้ง "22 อรหันต์" แก้ปัญหาภาคใต้

ดังนั้น ในรายละเอียดจึงเสมือนกับการรอให้มีการจัดตัวบุคคลในคณะพูดคุยให้เรียบร้อย ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกไม่นานนัก

หลังจากนั้น ก็มีข่าวว่า นายกฯ อาจจะลงนามแต่งตั้งหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษฯ ขึ้นคู่ขนานกับการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุย

ข่าวที่ปรากฏตามมา จึงได้แก่ การแต่งตั้งพลเอกอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะพูดคุย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้ง ดร.วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้

การแต่งตั้งใน 3 ส่วนนี้ ทำให้เห็นการวางตัวบุคคลในการแก้ปัญหาคือ นายฐนัตถ์ (สขช.) พลเอกอุดมชัย (ทภ. 4) และอาจารย์วันนอร์ (ผู้ใหญ่ของชาวมุสลิมในสังคมไทย) เป็นดัง “3 เสาคอนกรีต” สำหรับรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น

หลังจากนั้นไม่นานนัก ก็มีรายนามของคณะทำงานที่จะเป็นคณะผู้แทนพิเศษเกิดขึ้น ดังที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว ซึ่งรายชื่อทั้งหลายนี้ เป็นเสมือนสัญญาณในการเริ่มต้นขับเคลื่อนงานของรัฐบาลอนุทินในจังหวัดชายแดนใต้

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง

แต่แล้ว ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีก โดยมีการแต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษ แทนพลเอกอุดมชัย ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ในการแต่งตั้ง “คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งมีกรรมการทั้งหมด 22 คน อันเป็นดัง “22 อรหันต์” ในการคุมงานในภาคใต้ และในจำนวนนี้ 8 คนมาจากกระทรวงที่สำคัญ และ 7 คนมาจากหน่วยงานหลักด้านความมั่นคง

ด้วยการแต่งตั้งเช่นนี้ เท่ากับเป็นสัญญาณว่า รองนายกฯ สีหศักดิ์ คือ รองนายกฯ ด้านความมั่นคงอย่างแท้จริง และจะเป็นคนที่คุมงานเรื่องภาคใต้ของรัฐบาล ซึ่งเห็นชัดถึงบทบาทอีกส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงไทยคือ ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในกรณีของการจัดทำเขตแดนทะเลตามหลักของกฎหมายทะเล (UNCLOS) ตลอดรวมถึงปัญหาการเจรจาสันติภาพในเมียนมาร์ ซึ่งเราได้เห็นบทบาทของรองนายกฯ สีหศักดิ์ ในการติดต่อกับฝ่ายนิยมทหารในการเมืองเมียนมาร์มาแล้ว

ถ้าเปรียบแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า รองฯ สีหศักดิ์ จะต้องรับบท “นักดับไฟ” เพราะจะต้องเข้าไปดับ “ไฟ 3 กอง” ของความมั่นคงไทยคือ ไฟใต้ ไฟกัมพูชา และไฟพม่า ซึ่งแน่นอนว่า บทบาทเช่นนี้ ไม่ง่ายอย่างแน่นอน เพราะงานของกระทรวงต่างประเทศที่ต้องรับผิดชอบอย่างเดียว ก็มีภารกิจใหญ่มากแล้วในการต้องจัดวางนโยบายต่างประเทศไทยในยุคความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์

ดังนั้น จึงน่าสนใจว่า รองนายกฯ สีหศักดิ์ และคณะ หรือ “22 อรหันต์” แห่งงานภาคใต้นั้น จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐไทยในภาคใต้อย่างไร

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

แต่ในอีกด้าน ก็มีความกังวลว่า การแต่งตั้งผู้แทนของปลัด 8 กระทรวงนั้น จะกลายเป็นคำสั่งแบบ “รัฐราชการ” เพราะจะเป็นแค่การมาของผู้แทนของหน่วย แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบงานจริง หรือเป็นการประชุมแบบราชการคือ เวทีการประชุมทำหน้าที่รับทราบความคืบหน้าที่หน่วยงานแต่ละส่วนได้รับมอบไปดำเนินการ

ส่วนผู้แทน 7 หน่วยงานความมั่นคงนั้น ก็เป็นส่วนงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งว่าที่จริง หน่วยงานความมั่นคงมีเวทีประชุม กอ. รมน. รองรับอยู่แล้วอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นหน่วยงานที่ต้องทำงานโดยตรง

อีกทั้ง อำนาจของ “22 อรหันต์” ยังถูกกำกับว่า ต้องดำเนินการให้ “สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พศ. 2561-2580)” และดำเนินการตาม “นโยบายความมั่นคง (พศ. 2566-2570)” ซึ่งข้อกำหนดเช่นนี้เท่ากับชี้ว่า คณะกรรมการชุดนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “คณะกรรมการยุทธศาสตร์” ในการแก้ปัญหา เป็นแต่เพียงทำหน้าที่ขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้แล้ว

ถ้าตีความตามคำสั่ง คณะกรรมการ “22 อรหันต์” อาจไม่มีสถานะเป็น “ครม. น้อย” หรือ “ครม. ภาคใต้” แต่อย่างใด เพราะหน้าที่หลักไม่ใช่การคิดยุทธศาสตร์ แต่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ หรือทำหน้าที่เป็น “ส่วนราชการใหม่” ที่นำเอานโยบายไปสู่การปฏิบัติ

การรับบทบาทเช่นนี้ ฝ่ายเลขาฯ จะต้องมีความเข้มแข็งในการติดตามงานอย่างมาก มิฉะนั้นแล้ว งานในเชิงนโยบายอาจจะขยับไม่ได้จริง เช่น ปัญหาการเปลี่ยนกำลังในการควบคุมพื้นที่ในปี 2570 ตามข้อกำหนดของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือประเด็นปัญหาในทางยุทธศาสตร์ที่ต้องขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อกับคณะพูดคุย หรือเชื่อมต่อกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด เป็นต้น

ประเด็นเช่นนี้ แน่นอนว่าท้าทายอย่างมากกับรองนายกฯ สีหศักดิ์ ที่ต้องดับ “ไฟ 3 กอง” และท้าทายอย่างมากกับนายกฯ อนุทิน ที่จะต้องก้าวข้ามข้อวิจารณ์ “นายกฯลอยตัวจากปัญหา” ให้ได้ เพราะตอนนี้ สังคมรู้สึกว่า นายกฯ มอบงานรอบนี้ไว้กับ “3 แม่ครัว” เท่านั้น … 3 แม่ครัว “ออกร้านโชว์” จนงานล้นเกินมือแล้วในยามนี้

สุดท้ายก็อดคิดไม่ได้ว่า นักการทูตจากกระทรวงต่างประเทศอาจจะไม่ถนัดกับงาน “คลุกฝุ่น” ในภาคใต้ แล้วถ้าเขาต้องเป็น “ผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใต้” เขาจะทำอย่างไรกับปัญหาความมั่นคงในรูปแบบของ “สงครามก่อความไม่สงบ” เช่นนี้ เพราะปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ไม่ใช่งาน “ใส่สูท-พบปะ-ออกดินเนอร์-ดื่มไวน์” เช่นการสังสรรค์ในเวทีการทูตอย่างแน่นอน !