แต่แล้ว ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีก โดยมีการแต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษ แทนพลเอกอุดมชัย ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ในการแต่งตั้ง “คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งมีกรรมการทั้งหมด 22 คน อันเป็นดัง “22 อรหันต์” ในการคุมงานในภาคใต้ และในจำนวนนี้ 8 คนมาจากกระทรวงที่สำคัญ และ 7 คนมาจากหน่วยงานหลักด้านความมั่นคง
ด้วยการแต่งตั้งเช่นนี้ เท่ากับเป็นสัญญาณว่า รองนายกฯ สีหศักดิ์ คือ รองนายกฯ ด้านความมั่นคงอย่างแท้จริง และจะเป็นคนที่คุมงานเรื่องภาคใต้ของรัฐบาล ซึ่งเห็นชัดถึงบทบาทอีกส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงไทยคือ ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในกรณีของการจัดทำเขตแดนทะเลตามหลักของกฎหมายทะเล (UNCLOS) ตลอดรวมถึงปัญหาการเจรจาสันติภาพในเมียนมาร์ ซึ่งเราได้เห็นบทบาทของรองนายกฯ สีหศักดิ์ ในการติดต่อกับฝ่ายนิยมทหารในการเมืองเมียนมาร์มาแล้ว
ถ้าเปรียบแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า รองฯ สีหศักดิ์ จะต้องรับบท “นักดับไฟ” เพราะจะต้องเข้าไปดับ “ไฟ 3 กอง” ของความมั่นคงไทยคือ ไฟใต้ ไฟกัมพูชา และไฟพม่า ซึ่งแน่นอนว่า บทบาทเช่นนี้ ไม่ง่ายอย่างแน่นอน เพราะงานของกระทรวงต่างประเทศที่ต้องรับผิดชอบอย่างเดียว ก็มีภารกิจใหญ่มากแล้วในการต้องจัดวางนโยบายต่างประเทศไทยในยุคความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
ดังนั้น จึงน่าสนใจว่า รองนายกฯ สีหศักดิ์ และคณะ หรือ “22 อรหันต์” แห่งงานภาคใต้นั้น จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐไทยในภาคใต้อย่างไร
แต่ในอีกด้าน ก็มีความกังวลว่า การแต่งตั้งผู้แทนของปลัด 8 กระทรวงนั้น จะกลายเป็นคำสั่งแบบ “รัฐราชการ” เพราะจะเป็นแค่การมาของผู้แทนของหน่วย แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบงานจริง หรือเป็นการประชุมแบบราชการคือ เวทีการประชุมทำหน้าที่รับทราบความคืบหน้าที่หน่วยงานแต่ละส่วนได้รับมอบไปดำเนินการ
ส่วนผู้แทน 7 หน่วยงานความมั่นคงนั้น ก็เป็นส่วนงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งว่าที่จริง หน่วยงานความมั่นคงมีเวทีประชุม กอ. รมน. รองรับอยู่แล้วอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นหน่วยงานที่ต้องทำงานโดยตรง
อีกทั้ง อำนาจของ “22 อรหันต์” ยังถูกกำกับว่า ต้องดำเนินการให้ “สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พศ. 2561-2580)” และดำเนินการตาม “นโยบายความมั่นคง (พศ. 2566-2570)” ซึ่งข้อกำหนดเช่นนี้เท่ากับชี้ว่า คณะกรรมการชุดนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “คณะกรรมการยุทธศาสตร์” ในการแก้ปัญหา เป็นแต่เพียงทำหน้าที่ขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้แล้ว
ถ้าตีความตามคำสั่ง คณะกรรมการ “22 อรหันต์” อาจไม่มีสถานะเป็น “ครม. น้อย” หรือ “ครม. ภาคใต้” แต่อย่างใด เพราะหน้าที่หลักไม่ใช่การคิดยุทธศาสตร์ แต่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ หรือทำหน้าที่เป็น “ส่วนราชการใหม่” ที่นำเอานโยบายไปสู่การปฏิบัติ
การรับบทบาทเช่นนี้ ฝ่ายเลขาฯ จะต้องมีความเข้มแข็งในการติดตามงานอย่างมาก มิฉะนั้นแล้ว งานในเชิงนโยบายอาจจะขยับไม่ได้จริง เช่น ปัญหาการเปลี่ยนกำลังในการควบคุมพื้นที่ในปี 2570 ตามข้อกำหนดของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือประเด็นปัญหาในทางยุทธศาสตร์ที่ต้องขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อกับคณะพูดคุย หรือเชื่อมต่อกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด เป็นต้น
ประเด็นเช่นนี้ แน่นอนว่าท้าทายอย่างมากกับรองนายกฯ สีหศักดิ์ ที่ต้องดับ “ไฟ 3 กอง” และท้าทายอย่างมากกับนายกฯ อนุทิน ที่จะต้องก้าวข้ามข้อวิจารณ์ “นายกฯลอยตัวจากปัญหา” ให้ได้ เพราะตอนนี้ สังคมรู้สึกว่า นายกฯ มอบงานรอบนี้ไว้กับ “3 แม่ครัว” เท่านั้น … 3 แม่ครัว “ออกร้านโชว์” จนงานล้นเกินมือแล้วในยามนี้
สุดท้ายก็อดคิดไม่ได้ว่า นักการทูตจากกระทรวงต่างประเทศอาจจะไม่ถนัดกับงาน “คลุกฝุ่น” ในภาคใต้ แล้วถ้าเขาต้องเป็น “ผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใต้” เขาจะทำอย่างไรกับปัญหาความมั่นคงในรูปแบบของ “สงครามก่อความไม่สงบ” เช่นนี้ เพราะปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ไม่ใช่งาน “ใส่สูท-พบปะ-ออกดินเนอร์-ดื่มไวน์” เช่นการสังสรรค์ในเวทีการทูตอย่างแน่นอน !