เนชั่นทีวี

ข่าว

สภาฯ ถกด่วน PM2.5 – จี้ประกาศเขตภัยพิบัติ - จัดกำลังเสริม-เพิ่มงบฯ

01 เม.ย. 2569

สภาฯ ถกด่วน PM2.5 – จี้ประกาศเขตภัยพิบัติ - จัดกำลังเสริม-เพิ่มงบฯ

สภาฯ ถกญัตติด่วน PM2.5 – จี้รัฐบาลประกาศภัยพิบัติฝุ่น - จัดกำลังเสริม-เพิ่มงบฯ ดับไฟป่า – รับมือสุขภาพ ปชช.-แก้ฝุ่นข้ามแดน-เร่งฟื้น พ.ร.บ.อากาศสะอาด

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ (1 เม.ย.) มีวาระสำคัญในการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา ที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอ เพื่อส่งข้อเสนอแนะเร่งด่วนไปยังรัฐบาล เพื่อมีมาตรการและรับมือต่อความเดือดร้อนของประชาชน จากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของไทย เพื่อเสนอเป็นข้อเสนอถึงรัฐบาล เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ระบุว่า ขณะนี้ พื้นที่ภาคเหนือประชาชนกำลังป่วยหนัก และเสียชีวิตอย่างช้า ๆ จากอากาศที่เป็นพิษที่รัฐบาลละเลยปัญหา ที่ประชาชนตื่นขึ้นมาก็เหม็นกลิ่นควัน ใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ แม้จะใส่หน้ากาก N95 ก็ยังแสบตา พร้อมระบุว่า สถานการณ์เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และภาคเหนือ ค่าฝุ่นพุ่งถึง 300-700 ลูกบาศก์เมตร จนประชาชนเลือดกำเดาไหล เยาวชนที่เป็นภูมิแพ้อากาศต้องเข้า ICU ประชาชนที่เป็นโรคหัวใจ มีอาการโรคหัวใจกำเริบ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ เพราะฝุ่น PM2.5 และยังมีความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดให้กับประชาชนภาคเหนือ ทั้งที่มีอัตราการสูบบุหรี่น้อยที่สุดในประเทศ รวมถึงผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น

สภาฯ ถกด่วน PM2.5 – จี้ประกาศเขตภัยพิบัติ - จัดกำลังเสริม-เพิ่มงบฯ

ในต้นเหตุนั้น นายภัทรพงษ์ เชื่อว่า ทราบอยู่แล้วว่า เดือนมีนาคม-เมษายนทุกมี มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงที่สุด โดยมาจากไฟป่า และต่างประเทศจนกระทบประเทศไทย ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง จะต้องมีการทำงานอย่างหนัก เพื่อป้องกันปัญหา โดยรัฐบาล ควรจะต้องจัดสรรงบกลางภายในเดือนพฤศจิกายน เพื่อดำเนินการป้องกันไฟป่า และยังมีการตัดงบประมาณดับไฟป่าไปกว่า 1,000 ล้านบาท ทำให้ท้องถิ่นเหลืองบเพียงหลักหมื่น และรัฐบาลปัจจุบัน ก็ยังคงละเลยต่อข้อเสนอต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา และยังละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงวิกฤตฉุกเฉิน เพราะ 9 จังหวัดภาคเหนือ เข้าเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว แต่กลับมีเพียงจังเชียงใหม่ ที่ประกาศภัยพิบัติกรณีอัคคีภัย ยังไม่ใช่ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เพื่อปลดล็อกเงินทดรองราชการจังหวัดละ 50 ล้านบาท และงบแต่ละกระทรวงรวม 570 ล้าน หากรวม 9 จังหวัด ก็จะมีงบประมาณรวม 1,020 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบยืดหยุ่น สามารถขยายกรอบวงเงิน และใช้เงินนอกหลักเกณฑ์ได้ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใด ๆ จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร่งด่วน ด้วยการประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ และยกระดับภัยเป็นระดับ 3 ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาบัญชาการ และให้ทุกกระทรวงปลดล็อกทำงานอย่างเต็มกำลัง

 

นายภัทรพงษ์ ยังเสนอให้มีการเพิ่มคนดับไฟป่า ด้วยการนำคนในชุมชนที่รู้พื้นที่มาลาดตระเวน และเพิ่มกำลังเสริมจากกระทรวงกลาโหม ใช้แผนที่พื้นที่ป่าทั้งหมด พื้นที่เผาไหม้ และข้อมูลดัชนีความแห้งแล้งในป่า เพื่อให้ทราบพื้นที่ที่ยังไม่มีการเผาไหม้ และระดับความเสี่ยงในป่า เพื่อจัดกำลังเสริม และงบประมาณ โดยรักษาสวัสดิภาพของผู้ดับไฟด้วย และรับมือสุขภาพของประชาชน เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง และผู้ป่วยติดเชียง โดยใช้มุ้งสู้ฝุ่น ที่เป็นนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถป้องกันได้ถึง 75% รวมถึงการแจกหน้ากาก N95 และจัดห้องปลอดฝุ่นให้ประชาชน

 

ส่วนการแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนนั้น นายภัทรพงษ์ เสนอให้รัฐบาลแจ้งไปยังศูนย์ภัยพิบัติอาเซียน ที่สามารถขอความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกได้ เพราะปัญหาดังกล่าว ยังมีต้นตอจากต่างประเทศ การแก้ปัญหาจะสามารถช่วยเจรจาฝุ่นพิษในอนาคตด้วย เช่นเดียวกับ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มาจากการเผา ที่จะต้องไม่มีการเอื้อกลุ่มทุนอาหารสัตว์ด้วยการแก้ประกาศนำเข้า ที่ยังมีช่องโหว่ไม่มีการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ จะต้องแก้ไข เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่า ต้นทางของข้าวโพดอาหารสัตว์ มีการเผาหรือไม่  

 

นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ประชาชนภาคเหนือ กำลังถูกพรากชีวิตไป ซึ่งยังไม่นับรวมจากอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น และยังกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เสียโอกาสการสร้างรายได้ เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวภาคเหนือเพื่อสูดดม PM2.5 และประชาชนในพื้นที่เอง ก็ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตนเอง และยังเจอปัญหาดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้น สิ่งสำคัญในวันนี้ จึงควรมาหาทางออกของวิกฤตร่วมกัน จึงขอเสนอทางออก 3 ระยะในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยในระยะสั้น ขอให้มีการทำงานเชิงรุก ปกป้องกลุ่มเปราะบาง และเด็กเล็กเป็นพิเศษ ดูแลคนด่านหน้าให้พร้อมทั้งสวัสดิการ และทุนทรัพย์ เพราะปัจจุบันเจ้าหน้าที่ด่านหน้ายังเข้าไม่ถึงน้ำดื่ม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมขอให้สนับสนุนท้องถิ่นให้มีทรัพยากรเพียงพอในการดูแลประชาชน รวมถึงบังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจน ไม่ผลักภาระให้ใครคนใดคนหนึ่ง และในระยะยาว ตนเองให้เป็นวาระแห่งชาติ และจะต้องมีการเจรจาในระดับภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาต้นตอ และขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ ใช้กลไกการทูต และลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในสินค้า หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มาจากการเผา

สภาฯ ถกด่วน PM2.5 – จี้ประกาศเขตภัยพิบัติ - จัดกำลังเสริม-เพิ่มงบฯ

นายธนรัช ยังขอส่งกำลังใจให้ด่านหน้า และขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กล้าตัดสินใจ เพื่อแก้ปัญหา เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ เศรษฐกิจที่ดี และอนาคตที่สดใสให้กับบุตรหลาน เพื่อให้คนไทยสามารถหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง

 

นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้วย เนื่องจาก ฝุ่น PM2.5 อยู่กับคนไทยมากว่า 10 ปี ซึ่งสถานการณ์ในพื้นที่ภาคเหนือนั้น จุดไฟป่าอยู่ครอบคลุมภาคเหนือตอนบนในป่าสงวน และป่าอนุรักษ์แทบทั้งหมด แต่ก่อนหน้านั้น เป็นพื้นที่การเกษตร ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวมากขึ้นกว่า 3 เท่าตัว จึงต้องทบทวนว่า ทรัพยากรสำหรับคนไฟดับป่านั้น มีการจัดสรรให้เพียงพอแล้วหรือไม่ เพราะหากจัดการได้เพียงพอแต่ต้น สถานการณ์คงไม่ลำบากในปัจจุบัน  

สภาฯ ถกด่วน PM2.5 – จี้ประกาศเขตภัยพิบัติ - จัดกำลังเสริม-เพิ่มงบฯ

นางการดี ยังตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงยังไม่สามารถประกาศให้จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเขตภัยพิบัติได้ หลังมีปริมาณฝุ่น 1,956 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินสูงกว่ามาตรฐานถึง 50 เท่า และส่งผลกระทบระยะยาว จนตนเองกังวลว่า จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ทารกในครรภ์ และผู้สูงอายุ รวมถึงยังส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปด้วย ดังนั้น จึงควรดำเนินการในสิ่งที่ป้องกันได้ และลงมือดำเนินการเพื่อประโยชน์ระยะยาว ซึ่งเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน้า

 

นางการดี ยังกล่าวถึงผลกระทบฝุ่น PM2.5 ต่อสถานการณ์ทางท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือว่า มีอัตราการยกเลิกสูงขึ้น และยังสวนทางกับการเป็นประเทศที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งระดมทรัพยากรในการดับไฟป่าให้กับท้องถิ่น และป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่การเมืองเป็นตัวนำ หรือแยกกระทรวงใครกระทรวงมัน แต่ต้องใช้ข้อมูลที่มี

 

นางการดี ยังเสนอให้รัฐบาล ได้นำร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ที่เคยอยู่ในขั้นการพิจารณาวุฒิสภาก่อนยุบสภากลับมาพิจารณา และสนับสนุนทางเลือก และแรงจูงใจให้กับเกษตรกร เพื่อลดการเผาซากการเกษตร เช่น การคืนเงินอุดหนุนตัดอ้อยสด หรือการสนับสนุนเครื่องมืดเก็บเกี่ยวที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ รวมถึงการแจกหน้ากาก N95 เฉพาะหน้า ให้กับกลุ่มเปราะบาง หรือการจัดหาห้องปลอดฝุ่น และติดตามผลกระทบระยะยาวในด้านสุขภาพของประชาชน เพื่อวางแผนสุขภาพในอนาคตให้กับประชาชน และเร่งฟื้นภาคการท่องเที่ยว ดึงความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกลับคืนมา รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่ภาคเหนือ และรัฐบาลจะต้องมีความสามารถในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อไม่ให้มีหมอกควันข้ามแดน โดยจะต้องมีการติดตามแบบองค์รวมด้วย

 

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่า แม้ปัญหาจะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ แต่จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ก็เคยเกิดปัญหาไฟป่าขึ้น และปัจจุบัน ปัญหาฝุ่น PM2.5 ปริมาณ 2 ใน 3 เกิดจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมชี้แจง ผลการดำเนินงานของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ได้มียกระดับมาตรฐานควันดำรถจากไม่เกิน 30% เป็น 20% และเพิ่มความเข้มงวดการตรวจจับควันดำ ยกระดับมาตรฐาน Euro5 เป็น Euro6 รวมถึงการจัดการไฟในพื้นที่การเกษตรนั้น ก็มีการจูงใจเกษตรกรลดการเผาอ้อย เป็นการตัดอ้อยสด ซึ่งก็จะได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐ และกำลังเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนกระบวนการ ให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องมือการตัดอ้อยสด ปรับเปลี่ยนแปลงดิน เพื่อรองรับรถตัดอ้อย และลดการจ่ายงบกลาง เพื่อเยียวยาเกษตรกร 6,000 ล้านบาทต่อปี จนปัจจุบันในปีนี้จุดการเผาไหม้ลดลงถึงร้อยละ 26

สภาฯ ถกด่วน PM2.5 – จี้ประกาศเขตภัยพิบัติ - จัดกำลังเสริม-เพิ่มงบฯ

นางสาวพิมพ์ภัทรา ยังกล่าวถึงการจัดการไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือว่า กระทรวงต่าง ๆ ไม่ละเลย โดยเฉพาะจุดความร้อนในพื้นที่สูงชัน เข้าถึงยาก และลุกลามเร็ว รวมถึงยังมีการจัดการหมอกควันข้ามแดน ก็มีการประสานความร่วมมือต่างประเทศ และยังมีการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผา โดยจะต้องมีการสำแดงหลักฐานปลอดการเผา นอกจากนั้น ยังมีการแจ้งเตือนประชาชนผ่าน Cell Broadcast ในช่วงที่สถานการณ์กระทบสุขภาพ พร้อมยืนยันว่า ปัจจัยที่ควบคุมได้ รัฐบาล พยายามเดินหน้าใช้อำนาจแก้ไขปัญหา แต่ปัญหาที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ฝุ่นจากเพื่อนบ้าน ก็ไม่ได้ละเลย และยังเดินหน้าสร้างความร่วมมือ และข้อตกลงกับเพื่อนบ้าน

 

นางสาวพิมพ์ภัทรา ยอมรับว่า ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ค้างคา และการแก้ไขปัญหาไม่สามารถทำได้โดยกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ตนจึงเสนอให้รัฐบาล จัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลจากทุกกระทรวงมารวมไว้ใน War Room กลาง เพื่อเป็นวาระแห่งชาติ และกระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องสร้างกำลังใจและมีสินเชื่อให้เกษตรกร รองรับกับเครื่องมือใหม่ในการตัดอ้อยสด รวมถึงบทบาทของกระทรวงอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์ตามสิทธิขั้นพื้นฐาน