โพลเผย ปชช.กังวลผลกระทบสงคราม กระทบค่าครองชีพ หวังรัฐสื่อสารอย่างชัดเจน
20 มี.ค. 2569
KPI Poll สถาบันพระปกเกล้า เผยคนไทยส่วนใหญ่ กังวลผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง กระทบค่าครองชีพ หนุน “ตรึงราคาน้ำมัน” รัฐบาลต้องสื่อสารให้ชัดเจน
ข่าว
20 มี.ค. 2569
KPI Poll สถาบันพระปกเกล้า เผยคนไทยส่วนใหญ่ กังวลผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง กระทบค่าครองชีพ หนุน “ตรึงราคาน้ำมัน” รัฐบาลต้องสื่อสารให้ชัดเจน
20 มีนาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ทัศนะของประชาชนต่อสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการด้านพลังงานของรัฐบาล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมา เพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 13 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 13 - 16 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
• สองอันดับแรกใกล้เคียงกัน- 29.7 % ต้องการให้ตรึงราคาชั่วคราว และ 28.2% ต้องการให้ปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว
• รองลงมา 23.4% ใช้มาตรการภาษีหรือกองทุนน้ำมัน เพื่อลดภาระด้านราคา 15.0 % ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง และ 3.7% ไม่แน่ใจ
➡ สะท้อนความเข้าใจทางเศรษฐศาสตร์ของประชาชน ที่แบ่งเป็นสองด้านอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งต้องการการเยียวยาผลกระทบระยะสั้นทันที เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง อาจมองถึงบทเรียนจากอดีตว่า การอุดหนุนราคาแบบหว่านแหจะสร้างภาระทางการคลังระยะยาว
• ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อไทย- 69.8% ระบุว่า “ค่อนข้างกังวล-กังวลมากที่สุด” รองลงมา 21.2% “ไม่ค่อยกังวล-ไม่กังวลเลย” และ 9.0% ไม่แน่ใจ
• การสื่อสารของรัฐบาลเกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น-50.4% ระบุว่า “ค่อนข้างพอใจ-พอใจมากที่สุด” รองลงมา 35.9% “ไม่ค่อยพอใจ-ไม่พอใจเลย” และ 13.7% ไม่แน่ใจ
➡ คนไทยไม่ได้มองว่าความขัดแย้งในภูมิภาคอื่นเป็นเพียงความรู้สึกต่อข่าวต่างประเทศ แต่เป็นความกังวลเชิงปากท้องและผลกระทบในชีวิตประจำวันโดยตรง ตัวเลขความกังวลที่สูงนี้ ยังสะท้อนถึง "ความเปราะบางทางการเงิน" ของครัวเรือนไทยด้วย ในขณะที่ความพอใจต่อการสื่อสารของรัฐบาลนั้น สอบผ่านแบบคาบเส้น แต่ตัวเลขผู้ไม่พอใจที่สูงถึง 1 ใน 3 ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า การสื่อสารในภาวะวิกฤตของรัฐบาลยังขาดความชัดเจนหรือความรวดเร็ว การสื่อสารภาครัฐในระยะนี้ต้องเป็นการสื่อสารที่สร้างความมั่นใจเชิงนโยบาย มากกว่าการออกมาตรการรายวัน เพื่อลดความตื่นตระหนก
• 74.1% กรุงเทพมหานคร ต้องการให้รัฐบาล “ตรึงราคาน้ำมันหรือพลังงานชั่วคราวเพื่อลดผลกระทบประชาชน” สูงสุด
• รองลงมา คือ 57.0% ภาคตะวันออก, 55.3% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 52.0% ภาคใต้, 43.5% ภาคกลาง และ 40.7% ภาคเหนือ
➡ สะท้อนว่า คนเมืองโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าครองชีพสูงและพึ่งพาการเดินทาง/การใช้พลังงานในชีวิตประจำวันมาก มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านราคาพลังงานมากเป็นพิเศษ ขณะที่บางภูมิภาคมีสัดส่วนต่ำกว่า อาจสะท้อนทั้งโครงสร้างค่าครองชีพและรูปแบบการใช้พลังงานที่ต่างกัน เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อผู้กำหนดนโยบาย ว่าหากปล่อยให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโดยไม่มีมาตรการรองรับระยะสั้น พื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศจะได้รับผลกระทบทันทีและรุนแรง จนอาจนำไปสู่ความไม่พอใจในภาพรวมได้
• ทุก Gen ให้น้ำหนักกับมาตรการ “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราว” เป็นอันดับ 1 โดย Gen X สูงสุด (54.1%) รองลงมา คือ Gen Z (52.8%), Baby Boomer (52.0%) และ Gen Y (48.2%)
• อันดับสอง แต่ละ Gen มีความแตกต่างกัน- Gen Y ต้องการให้ใช้มาตรการภาษีหรือกองทุนน้ำมันเพื่อลดภาระด้านราคา, Gen X ต้องการให้ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง ในขณะที่ Gen Z และ Baby Boomer ไม่แน่ใจ
➡ ผลกระทบเฉพาะหน้าเรื่องพลังงานเป็นสิ่งที่ทุกวัยสัมผัสได้เหมือนๆ กัน แต่วัยทำงาน (Gen Y และ Gen X) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีหลักของประเทศ เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้เครื่องมือทางการคลัง มากกว่าแค่การอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียว
ผลการสำรวจครั้งนี้ ประชาชนกำลังส่งสัญญาณ 3 เรื่องพร้อมกัน คือ
1.กังวลผลกระทบจากสงครามต่างประเทศในมิติค่าครองชีพอย่างชัดเจน
2.แม้จะมีความพึงพอใจต่อการสื่อสารของรัฐบาลอยู่บ้าง แต่ก็ต้องการการสื่อสารที่ชัด และทำให้เห็นแผนรับมือจริง
3.คาดหวังให้รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังมีคนจำนวนมากที่อยากเห็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ดังนั้น หากรัฐบาลจะรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้ นโยบายที่เหมาะสมอาจไม่ใช่การเลือกเพียงทางใดทางหนึ่ง แต่คือ การทำให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลสามารถ “จัดการผลกระทบในวันนี้ได้จริง” และ “คิดไกลถึงวันข้างหน้า” ไปพร้อมกัน
