svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

"สีหศักดิ์" ร่วมเวทีโลกว่าด้วยการฉ้อโกง-ย้ำต้องร่วมปราบปราม

17 มี.ค. 2569

"สีหศักดิ์" ร่วมเวทีโลกว่าด้วยการฉ้อโกง - ชี้การหลอกลวงออนไลน์ทำความเสียหายกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์/ปี - ย้ำเป็นภัยคุกคามความมั่นคง-ต้องสร้างเอกภาพปราบสแกมเมอร์

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงกรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง (Global Fraud Summit) ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติเวียนนา ระหว่างวันที่ 16-17 มีนาคม 2569 ซึ่งสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ( UNODC) และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) ร่วมจัดการประชุม

"สีหศักดิ์" ร่วมเวทีโลกว่าด้วยการฉ้อโกง-ย้ำต้องร่วมปราบปราม "สีหศักดิ์" ร่วมเวทีโลกว่าด้วยการฉ้อโกง-ย้ำต้องร่วมปราบปราม

นายสีหศักดิ์ ได้กล่าวถ้อยแถลง ในการเปิดการประชุมเต็มคณะของการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง (Global Fraud Summit) ในหัวข้อ “ศูนย์สแกมเมอร์ : ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบข้ามพรมแดนของการฉ้อโกง” ว่า ภัยคุกคามความมั่นคงในปัจจุบันไม่ได้จำกัดเฉพาะความขัดแย้งระหว่างรัฐ แต่รวมถึงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในโลกไซเบอร์ โดยการหลอกลวงออนไลน์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 1.24 ล้านล้านบาท ต่อปี และเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และความรุนแรง

นายสีหศักดิ์ ยังระบุว่า ศูนย์หลอกลวงเติบโตได้จากการดำเนินงานข้ามเขตอำนาจศาลและช่องว่างความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นทั้งพื้นที่ท้าทายและแนวหน้าของการแก้ปัญหา พร้อมย้ำว่าทุกประเทศต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองและเพิ่มความร่วมมือข้ามพรมแดน พร้อมย้ำว่า ไทยเผชิญผลกระทบโดยตรงและได้ช่วยเหลือส่งตัวเหยื่อค้ามนุษย์จากศูนย์หลอกลวงกลับประเทศแล้วกว่า 13,200 คน จากมากกว่า 40 ประเทศ ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2568 พร้อมประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติ และจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ เพิ่มประสิทธิภาพศูนย์แก้ไขอาชญากรรมออนไลน์ และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ ล่าสุดปฏิบัติการร่วมกับตำรวจไทย อาเซียน สหรัฐฯ และบริษัทเมต้า สามารถปิดบัญชีต้องสงสัยกว่า 150,000 บัญชี จับกุมผู้ต้องสงสัยสำคัญ และช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์จำนวนหลายร้อยคนมากที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวง

 

นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า การต่อสู้กับการฉ้อโกงออนไลน์ต้องยกระดับการแบ่งปันข่าวกรอง การสืบสวนข้ามพรมแดน และการติดตามทรัพย์สินจากอาชญากรรม เพื่อไม่ให้พื้นที่ดิจิทัลกลายเป็นที่หลบภัยของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามดังกล่าว

 

จากนั้น นายสีหศักดิ์ ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมวาระพิเศษระดับสูงว่าด้วยพันธกรณี คำมั่นสัญญาระดับชาติในการต่อสู้กับการฉ้อโกง ระหว่างเข้าร่วมประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกงว่า ความร่วมมือจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบด้วย ทุกประเทศที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ต่างมีบทบาทสำคัญในการรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้

"สีหศักดิ์" ร่วมเวทีโลกว่าด้วยการฉ้อโกง-ย้ำต้องร่วมปราบปราม "สีหศักดิ์" ร่วมเวทีโลกว่าด้วยการฉ้อโกง-ย้ำต้องร่วมปราบปราม

“ประเทศที่ปล่อยให้การดำเนินการของอาชญากรรมดังกล่าวเกิดขึ้น จะต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองและความมุ่งมั่นที่เข้มแข็งที่สุดในการขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดสิ้น ด้วยจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือระหว่างประเทศดังกล่าว” นายสีหศักดิ์ กล่าว

 

นายสีหศักดิ์ ยังระบุว่า ประเทศไทยมีความยินดีที่จะประกาศคำมั่นสัญญาระดับชาติว่า จะต่อสู้กับการฉ้อโกงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ และจะปกป้องผู้เสียหายจากการฉ้อโกงให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการบังคับให้กระทำความผิดทางอาญา ผ่านการดำเนินความพยายามให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศของเรา และสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบข้อบังคับภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ ดังนี้:

ประการแรก การเสริมสร้างและใช้มาตรการต่อต้านการฟอกเงิน รวมถึงการติดตามเส้นทางการเงิน การสอบสวน การยึด อายัด และการเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ

 

ประการที่สอง พัฒนาการบูรณาการข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และการวิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับการฉ้อโกง และการติดตามเส้นทางธุรกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิผล

 

และประการที่สาม การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน ข้ามภาคส่วน และข้ามสาขาวิชา โดยการอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวกรอง และพยานหลักฐาน

"สีหศักดิ์" ร่วมเวทีโลกว่าด้วยการฉ้อโกง-ย้ำต้องร่วมปราบปราม

ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวเปิดกิจกรรมคู่ขนาน ที่จัดโดย UNODC ในหัวข้อ ภัยคุกคามที่ซับซ้อนและแผ่ขยายไปทั่วโลก: วิวัฒนาการของศูนย์สแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ภัยคุกคามจากอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ส่งผลให้ประเทศในภูมิภาครวมถึงไทย เป็นด่านหน้าและรับผลกระทบจากอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมย้ำว่า อาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตมีความซับซ้อนและวิวัฒนาการที่รวดเร็ว โดยไม่ได้เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิมนุษยชนในหลายมิติ ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อปราบปรามปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังกล่าวว่า ไทยได้ประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องเป็นวาระแห่งชาติ โดยตระหนักถึงการอาศัยความร่วมมือจากนานาประเทศเพื่อแก้ไขปัญหา และไทยได้ร่วมกับ UNODC จัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เมื่อวันที่ 17 - 18 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความตระหนักในระดับโลกถึงปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และความร่วมมือเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ไปด้วยกัน โดยผลการประชุมดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า การเชื่อมโยงและสอดประสานความพยายามของทุกฝ่ายเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหา ซึ่งกิจกรรมคู่ขนานนี้จะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าว

"สีหศักดิ์" ร่วมเวทีโลกว่าด้วยการฉ้อโกง-ย้ำต้องร่วมปราบปราม

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมฯ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ข้อเรียกร้องให้ร่วมกันดำเนินการเพื่อปราบปรามการฉ้อโกง และ กรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนระดับโลกเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง

"สีหศักดิ์" ร่วมเวทีโลกว่าด้วยการฉ้อโกง-ย้ำต้องร่วมปราบปราม

นายสีหศักดิ์ ยังให้ให้สัมภาษณ์ภายกลังการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง (Global Fraud Summit) ที่กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรียว่า ไทยได้ตอกย้ำว่า ปัญหาการฉ้อโกงมีความหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น และเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง จากการหลอกลวงทางออนไลน์ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีตัวเลขจากการถูกฉ้อโกงกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 1.24 ล้านล้านบาท ต่อปี อีกยังเป็นการค้ามนุษย์ เป็นแรงงานบังคับถือเป็นระบบทาสยุคใหม่ สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ด่านหน้าของปัญหานี้ และประเทศไทยเป็นทางทางผ่านของขบวนการนี้ ที่ดำเนินการอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แต่คราวนี้ไม่ได้ต้องการกล่าวถึงประเทศใด ประเทศหนึ่ง และประเทศไทยยังเป็นที่พักพิงหลังช่วยเหลือบุคคลที่เหยื่อค้ามนุษย์จากศูนย์หลอกลวงกลับประเทศแล้วกว่า 13,200 คน จาก 40 ประเทศ

 

"ที่ลำบากที่สุดปัญหานี้อยู่ในโลกดิจิทัลที่แพร่ขยายเร็ว ซึ่งโลกไซเบอร์ไม่มีระบบธรรมาภิบาล ไม่มีกติกากฎหมายที่รัดกุมและเข้มแข็งเพียงพอ ดังนั้นเป็นปัญหาที่ท้าทายหลายประเทศ และไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้" นายสีหศักดิ์ กล่าว

 

นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งปัญหาของการหลอกลวงออนไลน์ เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายกับหลายประเทศ ที่มีช่องโหว่ และเราไม่ต้องการสร้างกลไกอะไรใหม่ๆเนื่องจากมีกรอบ UNODC , อินเตอร์โพล และอาเซียน ซึ่งจะทำอย่างไรที่จะให้กรอบเหล่านี้มีเอกภาพได้ ส่วนเรื่องการทำงานระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนต้องไปด้วยกัน

 

ส่วนไทยได้ย้ำบนเวทีถึงบทบาทนำอย่างไรนั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหานี้ถ้าไม่ทำอะไรก็จะกลายเป็นปัญหาความท้าทายด้านความมั่นคงของหลายประเทศ และปัญหามีหลายมิติ ไม่ใช่เพียงมิติการฉ้อโกง การฟอกเงิน แต่ยังเป็นการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชน ดังนั้นเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน โดยหน่วยงานที่จะเข้ามาที่เข้ามาดำเนินการต้องตามให้ทันเทคโนโลยี

ส่วนช่องว่างระหว่างประเทศ ซึ่งคดีเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้น จะทำอย่างไรเพราะกฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แม้จะมีความพยายามจากหลายหน่วยงาน องค์การระหว่างประเทศแต่ถ้าต่างคนต่างทำก็ไม่เกิดผล ดังนั้น จะทำอย่างไรให้เกิดเอกภาพระหว่างหน่วยงาน นี่คือสิ่งที่ที่ประเทศไทยต้องตามมาตอกย้ำในการประชุมนี้

ข่าวข้น คนข่าว

สั่งทุกจังหวัดตั้งหน่วยคุมเข้มกักตุนน้ำมัน | ข่าวข้นคนข่าว | 16 มี.ค. 69 | PART 1

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้เปิดเผยกับทางรายการข่าวข้นคนข่าวว่า “ทางรัฐบาลได้สั่งการให้ทุกจังหวัดคุมเข้ม เพื่อไม่ให้เกิดการกักตุนน้ำมัน จนสร้างผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ส่วนความเชื่อของบางฝ่ายว่า ปั๊มน้ำมันที่ขึ้นป้ายว่าหมด แต่ความจริงแล้วไม่ได้หมด นั้นรองนายกฯ มองว่า ไม่เป็นความจริง เพราะหากปั๊มกักตุนน้ำมันจริง เปรียบเสมือนการฆ่าตัวตาย เพราะปั๊มได้เงินเพิ่มขึ้นไม่กี่บาท ไม่คุ้มกับโดนค่าปรับ”