svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

ไทยกับสงครามกลางเมืองเมียนมา 4 ข้อพึงระวังที่รัฐบาลไทยต้องไม่มองข้าม

21 ก.พ. 2569

เปิดบทวิเคราะห์ "ไทย" กับบทบาทตัวกลางสันติภาพเมียนมา โจทย์หินเชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลไทยต้องประเมินรอบด้าน ชี้ความขัดแย้งซับซ้อนกว่า "ไทย-กัมพูชา"

21 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ชายแดนไทย-เมียนมา กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะเข้าไปเกี่ยวพัน หรือแม้กระทั่งมีบทบาทในกระบวนการเจรจายุติความขัดแย้งในเมียนมานั้น มิใช่เพียงคำถามทางการทูต หากแต่เป็นโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีความละเอียดอ่อนสูง และต้องอาศัยการประเมินอย่างรอบด้านทั้งมิติการเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคงชายแดน และภาพลักษณ์ของรัฐในระยะยาว ก่อนที่จะเข้าไปเกี่ยวพันใดๆ จึงต้องตระหนักสิ่งดังต่อไปนี้ 

ประการแรก ความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้งและความเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในเมียนมาไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายต่อต้านภายในประเทศ ตลอดจนประเทศในกลุ่มโลกเสรีจำนวนมาก รวมทั้งท่าทีของอาเซียนเองก็ยังมิได้ให้การรับรองอย่างเป็นทางการ ภายใต้บริบทเช่นนี้ หากประเทศไทยแสดงท่าทีเข้าไปเกี่ยวพันในลักษณะที่ถูกตีความว่า “ยอมรับ” ผลการเลือกตั้ง ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่ไทยจะถูกใช้เป็นกลไกสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมาโดยปริยาย ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ “ความชอบธรรม” เป็นทรัพยากรทางการเมืองที่สำคัญยิ่งกว่ากำลังทหาร การที่รัฐหนึ่งได้รับการยอมรับจากเพื่อนบ้านหรือประเทศสำคัญ ย่อมส่งผลต่อการต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ ดังนั้น ความเคลื่อนไหวของไทยทุกก้าวจึงต้องคำนึงถึงผลสะท้อนเชิงสัญลักษณ์และการเมืองระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่สอง โครงสร้างความขัดแย้งที่ซับซ้อน

ความขัดแย้งในเมียนมาแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นความขัดแย้งแบบรัฐต่อรัฐที่แต่ละฝ่ายมีอำนาจอธิปไตยและโครงสร้างการบังคับบัญชาที่ชัดเจน แม้จะมีปัญหาเขตแดนหรือพื้นที่พิพาท แต่โครงสร้างคู่ขัดแย้งมีความชัดเจนและสามารถควบคุมได้ แต่ในกรณีเมียนมา สถานการณ์เป็นสงครามกลางเมืองที่มีความหลากหลายของผู้แสดงอย่างยิ่ง 

ปัจจุบันมิได้มีเพียงรัฐบาลทหารกับฝ่ายต่อต้านหลักเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วย

• กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Forces – PDF) ภายใต้รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government – NUG) ซึ่งมีกำลังพลประมาณหนึ่งแสนคน

• กองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธหลักกว่า 20 กลุ่ม และกลุ่มย่อยอีกมากกว่าร้อยกลุ่มทั่วประเทศ รวมกำลังพลประมาณสองแสนคน

แต่ละกลุ่มมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน ทั้งในประเด็นการเจรจา รูปแบบรัฐสหพันธรัฐ การกระจายอำนาจ และการจัดโครงสร้างรัฐหลังสงคราม ความแตกต่างเชิงอุดมการณ์และผลประโยชน์เช่นนี้ ทำให้กระบวนการสันติภาพมิใช่เวทีของ “คู่ขัดแย้งสองฝ่าย” หากแต่เป็นสนามต่อรองหลายชั้น ภายใต้บริบทดังกล่าว หากประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวพันโดยชูประเด็นการค้าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจถูกตีความว่าไทยกำลังแสวงหาผลประโยชน์ท่ามกลางภาวะสงคราม ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในระยะยาว และบั่นทอนความน่าเชื่อถือในฐานะผู้ประสานหรือผู้อำนวยความสะดวก

ประการที่สาม บทบาท “ผู้อำนวยความสะดวก” กับข้อเท็จจริงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของไทย

ข้อเสนอที่ให้ประเทศไทยทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” หรือรัฐแนวหน้าในการผลักดันกระบวนการพูดคุยนั้น ในทางหลักการเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติ ไทยมิได้อยู่ในสถานะที่ปราศจากผลประโยชน์โดยตรง

ปัญหาชายแดนไทย–เมียนมา ได้แก่ การหลั่งไหลของผู้พลัดถิ่น ปัญหายาเสพติด เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และการลักลอบข้ามแดน ล้วนเป็นผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของไทย ดังนั้น หากไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจรจา ไทยย่อมจำเป็นต้องผลักดันให้ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นวาระในการพูดคุยสันติภาพด้วย 

ในสงครามกลางเมือง จึงไม่มี “พระอรหันต์ทางการเมือง” หรือผู้ใดที่สามารถวางตัวเป็นกลางอย่างบริสุทธิ์ปราศจากผลประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ประเทศไทยย่อมอยู่ในสถานะของผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) มากกว่าผู้สังเกตการณ์ภายนอก การกำหนดบทบาทจึงต้องตั้งอยู่บนความจริงข้อนี้ มิใช่บนความคาดหวังเชิงอุดมคติ

ประการสุดท้าย การติดกระดุมเม็ดแรก คือความเข้าใจความซับซ้อนของกระบวนการสันติภาพ

กระบวนการสันติภาพในเมียนมาไม่เคยมีเสถียรภาพอย่างแท้จริง แม้ในช่วงที่มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศในอดีต ความไม่ไว้วางใจและความแตกต่างทางโครงสร้างยังคงดำรงอยู่ การ “ติดกระดุมเม็ดแรก” จึงหมายถึงการเข้าใจความซับซ้อนเชิงโครงสร้างของความขัดแย้ง มิใช่การมองอย่างผิวเผินว่าเป็นเพียงปัญหาระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน 

การย่างก้าวเข้าไปมีบทบาทของไทยจึงควรตั้งอยู่บนหลักความสง่างาม และความเป็นกลางอย่างแท้จริง พร้อมทั้งตระหนักว่า ความเป็นกลางในบริบทนี้มิใช่การวางตัวนิ่งเฉย แต่คือการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติ ความชอบธรรมทางการเมืองระหว่างประเทศ และความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

ท้ายที่สุดแล้ว บทบาทของไทยในกระบวนการสันติภาพเมียนมาไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะเข้าไปหรือไม่” หากแต่คือคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า “จะเข้าไปอย่างไร” โดยไม่ลดทอนหลักการ ไม่ทำลายภาพลักษณ์ และไม่ละเลยผลประโยชน์ของประชาชนไทยเองในระยะยาว