"NGO เยอรมนี" วิเคราะห์ "การเมืองไทย" ชี้ คนไทย ให้ความสำคัญกับ "เศรษฐกิจประเทศ" เป็นหลัก
05 ก.พ. 2569
"NGO เยอรมนี" วิเคราะห์ "การเมืองไทย" ชี้ คนไทยปัจจุบันไม่ค่อยสนใจเรื่อง "ซ้าย" หรือ "ขวา" มากนัก ให้ความสำคัญกับ "เศรษฐกิจประเทศ" เป็นหลัก
ข่าว
05 ก.พ. 2569
"NGO เยอรมนี" วิเคราะห์ "การเมืองไทย" ชี้ คนไทยปัจจุบันไม่ค่อยสนใจเรื่อง "ซ้าย" หรือ "ขวา" มากนัก ให้ความสำคัญกับ "เศรษฐกิจประเทศ" เป็นหลัก
5 กุมภาพันธ์ 2569 มูลนิธิฟรีดริช เนามันน์ เพื่อเสรีภาพ (Friedrich Naumann Foundation for Freedom) หรือ FNF ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากประเทศเยอรมนี ที่สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยม ได้วิเคราะห์การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในหัวข้อ "ประเทศไทย" ว่า "หวังการเปลี่ยนแปลง โหยหาความมั่นคง" (Thailand: Hope for change, longing for stability)
มูลนิธิฟรีดริช เนามันน์ เพื่อเสรีภาพ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2501 เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน การศึกษาภาคพลเมือง และเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งดำเนินงานทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมและภาครัฐ ได้วิเคราะห์การเลือกตั้งในประเทศไทยว่า
ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนชาวไทยจะเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ หลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 3 ปี ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้นำรัฐบาล 2 คน ต้องออกจากตำแหน่ง พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดถูกแบน และความตึงเครียดบริเวณชายแดนติดกับกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น ความปรารถนาเหนือสิ่งอื่นใดของชาวไทยจำนวนมากในขณะนี้ คือเสถียรภาพ พวกเขาหวังว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่มากขึ้นในที่สุด
ผลสำรวจก่อนการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียง 14% เท่านั้นที่ยังไม่ตัดสินใจ ต่างจากเมื่อปี 2566 ที่ภูมิทัศน์ทางการเมืองในประเทศไทย มีความแตกแยกอย่างมาก ขณะนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตัดสินใจโดยพิจารณาจากเนื้อหามากกว่าอารมณ์ความรู้สึก ผู้คนในปัจจุบันไม่ค่อยสนใจเรื่อง 'ซ้าย' หรือ 'ขวา' มากนัก แต่ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ของประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
จนถึงขณะนี้ พรรคประชาชน กำลังมีคะแนนนำอยู่ตามโพลล์ และพรรคกำลังหาเสียงโดยเน้นการปฏิรูปสถาบัน ควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แตกต่างจากเมื่อ 3 ปีก่อน โดยครั้งนี้ให้ความสำคัญกับมาตรการนโยบายเศรษฐกิจ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น มีโครงการระยะเวลา 100 วัน มูลค่าประมาณ 250,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการเติบโต เพิ่มการลงทุน และเพิ่มสภาพคล่องให้กับวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
ด้วยคำมั่นสัญญาหาเสียงที่มีมูลค่าสูงนี้ พรรคตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้ คือ การได้เสียงข้างมากเด็ดขาด โดยไม่ต้องพึ่งการจัดตั้งรัฐบาลผสมเหมือนในปี 2566 พรรคให้ความสำคัญมากขึ้น กับข้อเสนอแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพและจำกัดอิทธิพลทางการเมืองของกองทัพ
ปัญหาเศรษฐกิจกลายเป็นประเด็นสำคัญ 3 ปีที่แล้ว ความหวังในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังคงสูงอยู่ ตอนนั้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้นำพรรคก้าวไกลไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่เขาไม่ได้ขึ้นสู่อำนาจ พรรคของเขาถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง ส่วนตัวเขาถูกตัดขาดจากการเมืองนานถึง 10 ปี ก่อนจะกลับมาใหม่ในชื่อใหม่ว่า พรรคประชาชน ซึ่งนายพิธาได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการหาเสียงเลือกตั้งในบทบาทสนับสนุนเท่านั้น ผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าพรรคของเขา คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ความนิยมยังเทียบนายพิธาไม่ได้
ครั้งนี้ พรรคประชาชน มีสถานการณ์ที่ง่ายกว่าเมื่อปี 2566 เล็กน้อย ในเวลานั้น สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพ มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี แต่บทบัญญัติการเปลี่ยนผ่านที่เกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ ได้หมดอายุลงแล้ว ปัจจุบันการเลือกนายกรัฐมนตรีขอแค่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่การยกเลิกข้อกำหนดของวุฒิสภาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้รับประกันความก้าวหน้าทางการเมือง หรืออิสระในกระบวนการทางการเมือง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยเช่นศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่มีส่วนทำให้รัฐบาลไม่มั่นคง ตลอดจนการยุบพรรค หรือตัดสิทธิ์นักการเมืองชั้นนำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พรรคภูมิใจไทย อาจมีบทบาทสำคัญ โดยปัจจุบันพรรคนี้อยู่ในอำนาจ และนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรค ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาได้ยุบสภาล่วงหน้าในเดือนธันวาคม เพื่อป้องกันการลงมติไม่ไว้วางใจที่คาดการณ์ได้ พรรคภูมิใจไทยวางตำแหน่งตัวเอง ให้เน้นนโยบายด้านความมั่นคง มากกว่าการปฏิรูปอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งชายแดน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับกัมพูชาเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้พรรคหันไปเน้นความมั่นคงของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน และความสามารถในการดำเนินการ
พรรคประชาธิปัตย์ กำลังพยายามกลับมามีบทบาททางการเมือง ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์วางตำแหน่งตัวเองเป็นพรรคที่มีนโยบายเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ และมีความน่าเชื่อถือทางสถาบัน ต่อต้านการไหลเวียนของเงินที่ผิดกฎหมายและการทุจริต พรรคยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงในภาคใต้ของประเทศ แต่คะแนนนิยมยังคงตามหลังพรรคชั้นนำอยู่มาก บทบาทในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นไปได้เช่นกัน
ความไม่มั่นคงทางการเมืองขัดขวางการเติบโต สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ยิ่งทำให้ประเด็นทางการเมืองมีความสำคัญมากขึ้น จากข้อมูลของธนาคารโลก การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเมื่อปีที่แล้ว อยู่ที่ประมาณ 1.8 % ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอย่างมาก การเติบโตของเวียดนามสูงกว่าถึง 3 เท่า แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ความไม่มั่นคงทางการเมือง ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนจำนวนมาก บรรดานักเศรษฐศาสตร์และสมาคมธุรกิจ เตือนว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังชะลอการเติบโตและเพิ่มแรงกดดันต่อการปฏิรูปมากขึ้น
คำถามสำคัญยังคงอยู่ว่า ถ้าพรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง จะสามารถขึ้นมามีอำนาจและปฏิรูปประเทศได้จริงหรือไม่ ซึ่งยังมีความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองนี้ จะถูกขัดขวางอีกครั้ง ด้วยการวางแผนทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรม ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากไปใช้สิทธิ์ด้วยความคาดหวังที่ไม่สูงนัก หลังจากพบว่า ในประเทศไทย แม้จะได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถคว้าอำนาจมาได้อย่างมั่นคงเสมอไป
ภาพและข้อมูลจาก www.freiheit.org
