svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

เจาะลึก 3 แนวโน้มผลโพลโค้งสุดท้าย ก่อนเข้า Red Zone 7 วันห้ามนำเสนอ

31 ม.ค. 2569

วิเคราะห์เจาะลึกทิศทางผลโพลเลือกตั้งล่าสุดจากหลากสำนัก พร้อมเปิดเบื้องหลังโพลลับพรรคการเมืองก่อนเข้าช่วงเจ็ดวันอันตรายที่ กกต. ห้ามนำเสนอผลสำรวจทุกรูปแบบ

ช่วงนี้ “ผลโพลคาดการณ์เลือกตั้ง” จากสำนักโพลต่าง ๆ ทยอยออกมาอย่างถี่ยิบ จนเรียกได้ว่าออกกันมากเสียจนประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มสับสน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้สำนักโพลต้องเร่งประกาศผลสำรวจ เป็นเพราะกำลังจะเข้าสู่ช่วง Red Zone 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.ห้ามนำเสนอผลโพล ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอโดยตรง หรือผ่านการรายงานข่าว

 

สแกน 3 รูปแบบทิศทางผลโพลสำนักดัง

เมื่อพิจารณาทิศทางของผลโพลที่ออกมาในช่วงนี้ พบว่ามีอยู่ 3 รูปแบบ หรือ 3 แนวโน้มหลัก

แนวโน้มแรก คือ พรรคประชาชนชนะขาด คะแนนนิยมของ “หัวหน้าเท้ง” ทิ้งห่างแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคคู่แข่ง แม้คะแนนนิยมของพรรคประชาชนและตัวคุณเท้ง จะยังไม่สูงเท่าพรรคก้าวไกลและคุณพิธา ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 แต่สำนักโพลในกลุ่มนี้เชื่อว่า พรรคสีส้มจะสามารถรักษาแชมป์ไว้ได้ เนื่องจากพรรคคู่แข่งที่เหลือล้วนบาดเจ็บและแพ้ภัยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยที่ปล่อยแคมเปญ “เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 ล้าน 9 คน” จนถูกล้อเลียนเป็นเพลง “9 ล้านหยดน้ำตา” หรือพรรคภูมิใจไทยที่ใช้แคมเปญ “รักชาติ” และถูกวิจารณ์จากหลายทิศทาง โพลในกลุ่มนี้ เช่น สวนดุสิตโพล ราชภัฏโพล 38 สถาบัน และนอร์ทแบงค็อกโพล

แนวโน้มที่สอง คือ พรรคประชาชนชนะในผลโพล เป็น “แชมป์โพล-นายกฯโพล” แต่เมื่อถึงการเลือกตั้งจริง พรรคภูมิใจไทยอาจได้ สส.มากที่สุด จากการบริหารจัดการเขตเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพ และทรัพยากรทางการเมืองที่หนาแน่น โพลในกลุ่มนี้ เช่น เนชั่นโพล และนิด้าโพล

ส่วนแนวโน้มที่สาม คือ พรรคภูมิใจไทยชนะทั้งโพล และชนะในสนามเลือกตั้งจริง โดยโพลที่มีนัยสื่อในทิศทางนี้ แม้จะไม่ได้ประกาศผลโดยตรง คือ KPI Poll

เจาะลึก 3 แนวโน้มผลโพลโค้งสุดท้าย ก่อนเข้า Red Zone 7 วันห้ามนำเสนอ

เบื้องหลังเจ้าพ่อโพลและยุทธศาสตร์บริษัทต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม โพลที่จัดทำโดยสำนักโพลชื่อดังและสถาบันการศึกษา มักไม่ตรงกับผลโพลที่พรรคการเมืองทำกันเอง โดยเฉพาะ “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อโพล ทำมาตั้งแต่ยุคที่คุณทักษิณยังเรืองอำนาจมาจนถึงปัจจุบัน

พรรคเพื่อไทยใช้บริษัทโพลจากต่างประเทศที่มีชื่อเสียง ใช้งบประมาณสูงมาก และไม่เคยพลาด ยกเว้นการเลือกตั้งปี 2566 ที่เปลี่ยนมาใช้สำนักโพลในประเทศ จนทำนายผลผิดพลาดและเสียหน้ากันทั้งพรรค

แหล่งข่าวระดับแกนนำพรรคเพื่อไทยระบุว่า ก่อนเลือกตั้ง 1–3 วันในครั้งนั้น ผลโพลออกมาว่าชนะอย่างแน่นอน มีการย้ำทุกวันว่าชนะ แต่ผลจริงกลับแพ้ ตั้งแต่นั้นมาจึงมีข้อสรุปตรงกันว่า จะเลิกใช้โพลในประเทศ และต้องกลับไปใช้บริษัทต่างประเทศเท่านั้น

 

เปิดตัวเลขโพลลับพรรคการเมืองและเขตความหวัง

ผลโพลล่าสุดก่อนเข้าสู่ Red Zone 7 วันสุดท้าย ซึ่งว่ากันว่าใช้งบประมาณระดับ 8 หลัก และสำรวจทุกเขต โดยเฉพาะเขตความหวัง เขตพร้อมสู้ แต่ละเขตใช้กลุ่มตัวอย่างหลักพัน ระบุว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ สส.รวม 2 ระบบ ประมาณ 180 ที่นั่ง บวกลบเล็กน้อย และมั่นใจว่าอย่างน้อยต้องเป็นอันดับ 1 หรืออันดับ 2 หากเป็นอันดับ 2 เท่ากับว่าพรรคสีส้มจะได้ราว 200 ที่นั่งตามที่ประกาศไว้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น พรรคภูมิใจไทยจะต้องได้ต่ำกว่าร้อยที่นั่ง

โพลชุดเดียวกันยังประเมินพรรคพันธมิตรอย่างพรรคประชาชาติ ว่าจะได้ สส.รวม 12 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 9 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ 3 ที่นั่ง

ในฝั่งพรรคภูมิใจไทยเอง ก็มีโพลลับเช่นกัน โดยแหล่งข่าวระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล บอกกับคนใกล้ชิดว่า “เราได้ที่ 1” แต่ไม่เปิดเผยตัวเลข คาดการณ์กันว่าอาจได้มากกว่า 150 ที่นั่ง จาก สส.เขต 150 บวกกับบัญชีรายชื่อ 15-18 หรืออาจถึง 20 ที่นั่ง หากเป็นไปตามเป้า ตัวเลขจะใกล้เคียง 180 ที่นั่ง ไม่ต่างจากโพลของเพื่อไทย

เจาะลึก 3 แนวโน้มผลโพลโค้งสุดท้าย ก่อนเข้า Red Zone 7 วันห้ามนำเสนอ

ขณะที่พรรคกล้าธรรม แหล่งข่าวจาก “สหายผู้กอง” ระบุว่า โพลลับสีเขียวอ่อน ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คาดว่าจะได้ 8-9 ที่นั่ง และเมื่อพิจารณาทั่วประเทศ จากการส่งผู้สมัครกว่า 300 เขต ล่าสุดคัดกรองแล้วพบว่าเป็นเขตที่สู้ได้จริง 104 เขต และตั้งเป้าเข้าสภาประมาณ 70 ที่นั่ง

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของตัวเลขและผลโพลที่ตรวจสอบได้ล่าสุด ก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

 

กลยุทธ์ "ตกปลาในบ่อเพื่อน" และการปะทะข้ามขั้ว

ในช่วงโค้งสุดท้าย แม้แคมเปญจะ “ใส่กันยับ” แต่มีสัญญาณน่าสนใจที่สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย นักรัฐศาสตร์จาก มสธ. ซึ่งมองว่าเป็นกลยุทธ์ “ตกปลาในบ่อเพื่อน” คือการชิงคะแนนจากฝ่ายเดียวกันมากกว่าการดึงเสียงข้ามขั้ว เนื่องจากการเมืองแบ่งเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมักไม่เปลี่ยนใจข้ามขั้ว เพราะกังวลว่าอีกฝ่ายจะขึ้นสู่อำนาจ

ในขั้วเสรีนิยม เป็นการปะทะกันระหว่างพรรคสีแดงและพรรคสีส้ม ทั้งการแย่งคะแนนคนรุ่นใหม่ นโยบายเศรษฐกิจ และการสร้างประเด็นใหม่ในโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะเรื่องประกันสังคม ซึ่งแรงเขย่าถึงขั้นทำให้เพื่อไทยอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องขยับตามอย่างรวดเร็ว

เจาะลึก 3 แนวโน้มผลโพลโค้งสุดท้าย ก่อนเข้า Red Zone 7 วันห้ามนำเสนอ

เจาะลึก 3 แนวโน้มผลโพลโค้งสุดท้าย ก่อนเข้า Red Zone 7 วันห้ามนำเสนอ

ขณะที่ขั้วอนุรักษ์นิยม เป็นการเผชิญหน้าระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต่างใช้ฐานเสียงกลุ่มเดียวกัน โดยเฉพาะในภาคใต้และกรุงเทพมหานคร ผ่านแคมเปญชาตินิยม ความสุจริตทางการเมือง และการโจมตีซึ่งกันและกันอย่างเข้มข้น

ส่วนการโจมตีข้ามขั้ว แม้มีอยู่บ้าง แต่เป้าหมายหลักคือการทำลายคะแนนนิยมของคู่แข่ง เพื่อเปลี่ยนโมเมนตัมการจับขั้วรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ไม่ได้หวังดึงเสียงของฝ่ายตรงข้ามมาเป็นของตน

เจาะลึก 3 แนวโน้มผลโพลโค้งสุดท้าย ก่อนเข้า Red Zone 7 วันห้ามนำเสนอ เจาะลึก 3 แนวโน้มผลโพลโค้งสุดท้าย ก่อนเข้า Red Zone 7 วันห้ามนำเสนอ เจาะลึก 3 แนวโน้มผลโพลโค้งสุดท้าย ก่อนเข้า Red Zone 7 วันห้ามนำเสนอ

ทั้งหมดสะท้อนภาพกลยุทธ์ “โค้งสุดท้ายใส่กันยับ” ของการเมืองไทย ที่เดิมพันทั้งคะแนนเสียง การจัดตั้งรัฐบาล และทิศทางอำนาจหลังวันเลือกตั้ง