svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

"สังศิต" กางโมเดลปฏิรูปประกันสังคม ยันต้องยึดระบบ "ไตรภาคี"

29 ม.ค. 2569

"สังศิต"เปิดมุมมองปฏิรูประบบประกันสังคมไทย ยันต้องรักษาหลักการ "ไตรภาคี" พร้อมเตือนสติผู้ประกันตนอย่าตกเป็นเหยื่อวาทกรรมพรรคการเมืองที่หวังเพียงคะแนนเสียง

29 มกราคม 2569  สังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีต สว. ได้เผยแพร่บทความเรื่องการปฏิรูประบบประกันสังคม โดยย้อนรำลึกถึงปาฐกถา “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ และประสบการณ์ตรงจากการเข้าสู่ระบบประกันสังคมที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งถือเป็นต้นแบบระบบที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ระบุว่า วันหนึ่ง ในขณะที่ผมยังเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมได้มีโอกาสฟังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” โดยท่านอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ หลังการปาฐกถาจบลง ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าคนไทย จะมีโอกาสได้มีหลักประกันทางสังคม ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งถึงการมีโอกาสทางด้านการศึกษา ตั้งแต่วัยเด็กจนจบมหาวิทยาลัย การมีงานที่สุจริตทำ และการมีเงินบำนาญหลังการเกษียณอายุ ตามแนวความคิดของท่านอาจารย์ป๋วยได้อย่างไร? ผมไม่ใคร่มีความหวังว่าคนไทยจะมีโอกาสได้สัมผัสกับระบบนี้มากนัก มันเหมือนระบบในความฝัน ในอุดมคติมากกว่าจะเป็นเรื่องจริงในโลกนี้

ในกลางทศวรรษที่ 1980 เมื่อผมได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิฟรีดรีช เอแบร์ค (Friedrich-Enert Stiftung) ให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมัน และในฐานะนักศึกษาผมต้องเข้าสู่ระบบการประกันสังคมของเยอรมันด้วย ที่นี่เองที่ทำให้ผมตื่นขึ้นมาจากความฝันและได้สัมผัสระบบประกันสังคมที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างเป็นจริงเป็นครั้งแรก และทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าระบบประกันสังคมนั้นมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตของคนเยอรมันโดยทั่วไปอย่างไร

ในระหว่างการศึกษา เมื่อมูลนิธิ ฟรีดรีช เอแบร์คได้เชิญบรรดาผู้นำของสภาแรงงานต่างๆ ไปศึกษาดูงานการประกันสังคมของประเทศเยอรมัน ผมได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานด้วย 

การศึกษาดูงานช่วยให้ผมเข้าใจระบบการประกันสังคมของเยอรมันดีขึ้น ผมได้เห็นสถาบันและกลไกการทำงาน รวมทั้งบทบาทของ สหภาพแรงงานในการมีส่วนร่วมกับระบบประกันสังคม 

ในปี 2533 รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ผลักดันพระราชบัญญัติประกันสังคมผ่านสภาผู้แทนราษฎรเป็นผลสำเร็จ ท่ามกลางความดีอกดีใจของผู้ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากในขณะนั้น ผมยังจำได้ดีว่าวันนั้นผมอยู่ที่บ้านพิษณุโลกกับท่านอาจารย์นิคม จันทรวิทุร ที่ปรึกษาด้านแรงงานของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญในการสนับสนุนพระราชบัญญัติฉบับนี้

กฎหมายและสำนักงานประกันสังคม เกิดขึ้นมายาวนานแล้วมากกว่า 30 ปี จากประสบการณ์ของผมพบว่ากฎหมายและองค์กรของภาครัฐที่เกิดขึ้นนานกว่า 10 ปีขึ้นไป ล้วนแล้วแต่จะแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนและช่องโหว่จำนวนมากที่สมควรต้องมีการปรับปรุง แก้ไขและดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

ดังนั้นผมจึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่าทำไม วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุง แก้ไข และปฏิรูปกฎหมายประกันสังคมและสำนักงานประกันสังคมอย่างจริงจัง เพื่อให้ระบบการประกันสังคมของไทยมีความทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของบรรดาผู้ประกันตนเองให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และทำให้ระบบนี้อยู่ยั่งยืนได้ในระยะยาว

ระบบประกันสังคมมีหลักการที่ดี คือลูกจ้างต้องร่วมจ่าย เพื่อประโยชน์ของตนเองในระยะยาว เพื่อมีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่งอมืองอเท้า คอยแต่แบมือรับความเมตตาจากนายจ้างและภาครัฐเท่านั้น

ระบบประกันสังคมนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อฝ่ายลูกจ้าง มุ่งเน้นให้ลูกจ้างเก็บออมเงินจากรายได้ตัวเองหนึ่งส่วน และบังคับให้นายจ้างกับภาครัฐ ร่วมสมทบอีกคนละส่วนรวมเป็นสามส่วน ดังนั้น ลูกจ้างจึงเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์มากกว่าเงินที่ตัวเองได้จ่ายไป นี่เป็นจุดแตกต่างจากการซื้อประกันของบริษัทเอกชน ที่ไม่มีใครมาร่วมจ่ายค่าประกันให้แก่เรา

ข้อดีอีกประการหนึ่งของระบบการประกันสังคม คือให้ผลประโยชน์แก่ลูกจ้างที่ครอบคลุมทั้งการเจ็บป่วย (ทั้งในและนอกการทำงาน) การคลอดบุตร การว่างงาน และชราภาพ ซึ่งไม่มีในระบบประกันของเอกชน

แน่นอนว่าการบริหารเงินก้อนมหึมาของสำนักงานประกันสังคม อาจยังมีจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไข ให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อให้มีผลประโยชน์ตอบแทน งอกเงยมากขึ้น และให้เน้นบริการลูกค้าคือลูกจ้างผู้ร่วมจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มีผู้เสนอให้ระบบประกันสังคมออกจากการเป็นหน่วยงานของรัฐบาล แล้วเปลี่ยนไปเป็นองค์กรในกำกับของรัฐบาลแทน โดยมีโมเดลของ สปสช. เป็นต้นแบบ ผมคิดว่าเราต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง และต้องประเมิน สปสช. อย่างที่เป็นจริง ว่า สปสช. มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ซึ่งในขณะนี้การบริหารงานของสปสช. ทำให้โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากถอนตัวออกจากระบบของสปสช. เพราะไม่สามารถอดทนกับระบบการบริหารงานที่ขาดธรรมาภิบาล ของสปสช.ได้ 

แต่การปรับปรุงระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดจะต้องไม่ทำลายหลักการไตรภาคี ที่เน้นให้ลูกจ้าง นายจ้างและภาครัฐต้องร่วมจ่าย

ภาครัฐต้องโปร่งใสเปิดเผย ทำงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้มากขึ้น เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาของบางพรรคการเมือง ที่ปั่นข้อมูลไม่ครบถ้วน และใช้วาทกรรมมายั่วยุฝ่ายลูกจ้างให้โกรธแค้นประกันสังคม และหันมาเทคะแนนเสียงให้แก่พรรคการเมืองนั้น โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พรรคการเมืองนี้เห็นแต่จุดอ่อนจำนวนมากมายของประกันสังคม แต่ไม่เห็นข้อดี และไม่เคยพูดถึงข้อดีของประกันสังคมเลย พวกเขามองปัญหาอย่างสุดขั้ว เห็นว่าอะไรที่เป็นของภาครัฐแล้วต้องเลวไปหมด อะไรที่เป็นของภาคเอกชนแล้วจะดีไปหมด ไม่เข้าใจหลักการของการประกันสังคมแม้แต่น้อย เป็นพวกคิดแบบตัดตอนประวัติศาสตร์ ไม่รู้ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของประกันสังคมไทย คิดแต่จะถอนรากถอนโคนระบบนี้ให้เป็นไปตาม ตามความต้องการของตนเอง เท่านั้น

ระบบไตรภาคีแบบนี้ ช่วยให้ลูกจ้างมีสิทธิ์มีเสียงในการบริหารเงินของตน ไม่ต้องรอให้พรรคการเมืองใดมาแอบอ้างเป็นตัวแทน เข้าไปวุ่นวายกับ ประกันสังคม สิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง คือต้องทำให้ลูกจ้างเห็นความสำคัญ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และมีช่องทางเข้าไปมีส่วนร่วมบริหารเงินกองทุน และผู้บริหารของประกันสังคมต้องตอบสนองต่อความเรียกร้องต้องการของลูกจ้างได้อย่างทันการ นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ