เทียบสำรวจ 2 ครั้ง “แดง“ แรงขึ้น - ”น้ำเงิน“ ถดถอย - ”ส้ม“ สูงต่อเนื่อง
ในการแถลงข่าวยังมีการนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบผลโพลครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ของ “ราชภัฏโพล” ด้วย
ผศ.ดร.รัฐกร คิดการ เลขาธิการ ทปอ.มรภ. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ การวิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ราชภัฏโพลสำรวจครั้งแรก ระหว่างวันที่ 22-30 ธันวาคม 2568 เป็นช่วงคาบเกี่ยวก่อนและขณะสมัครรับเลือกตั้ง จึงมีข้อมูล “ตัดสินใจหรือยัง” พ่วงมาด้วย แต่การสำรวจครั้งที่สอง ได้ตัดประเด็นนี้ทิ้งไป
เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากการสำรวจ 2 ครั้ง พบความต่างคือ
- พรรคเพื่อไทย ผลสำรวจรอบ 2 เพิ่มขึ้น 5.4%
- พรรคภูมิใจไทย ผลสำรวจครั้งที่ 2 ลดลง 5.7%
- พรรคประชาชนทรงตัว และเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีคะแนนที่สูงอยู่แล้ว
ส่วนแคนดิเดตนายกฯ พบว่า
- “หัวหน้าเท้ง” ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น 6.7%
- นายกฯหนูอนุทิน คะแนนลด 9.2%
- "ดร.เชน" ยศชนัน ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น
เมื่อแยกผลสำรวจรายภูมิภาค พบว่า พรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคอีสาน
ขณะที่พรรคเพื่อไทย ได้รับความนิยมมากที่สุดในภาคตะวันตก ส่วนภาคใต้ เป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์
สำหรับแนวโน้มคะแนนนิยมของแคนดิเดตนายกฯ สอดคล้องกับความนิยมของพรรคการเมือง กล่าวคือ “หัวหน้าเท้ง” ได้อันดับ 1 ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ส่วน ดร.เชน ยศชนัน พรรคเพื่อไทย คะแนนสูงสุดที่ภาคตะวันตก ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ครองความนิยมในภาคใต้
เมื่อแยกตามกลุ่มอายุ พบว่า Gen Z กับ Gen Y นิยมพรรคประชาชน
- กลุ่ม Gen X ตอนต้นอายุ 40-49 ปี ยังคงนิยมพรรคประชาชน
- กลุ่ม Gen X ตอนปลาย สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย
แต่เมื่อรวม Gen X สองกลุ่ม เป็นพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
ส่วนกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ กระจาย 3 พรรค ขณะที่การเลือกนายกฯของแต่ละ Gen ก็สอดคล้องกับพรรคที่เลือก
การเมืองไทยขยับเลือกพรรค มากกว่าตัวบุคคล
รศ.ดร.อดิศร สรุปว่า ผลโพลของเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ถอดรหัสการเลือกตั้งได้แบบนี้
- นโยบายเศรษฐกิจจะเป็นเงื่อนไขตัดสินใจว่าประชาชนจะเลือกใคร
- ประชาชนผู้เลือกตั้ง 71.6% บอกว่าจะเลือก สส.สองระบบจากพรรคเดียวกัน
- ประชาชนผู้เลือกตั้ง 70.9% พร้อมแล้ว และตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเบอร์ไหน เพราะจำเบอร์ได้ชัดเจน
- การเลือก สส.เขต และบัญชีรายชื่อ จะเลือกจากนโยบายพรรคเป็นหลักในการตัดสินใจ
- ประชาชนผู้เลือกตั้ง 67.8% เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อแยกย่อยไปตามพื้นที่ ปรากฏว่าบางพื้นที่มีกระแสคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญสูงมากเหมือนกัน แต่ภาพรวมทั้งประเทศมีคะแนนออกมาตามที่เห็น
รศ.ดร.อดิศร ให้ข้อสังเกตปิดท้ายว่า การเมืองไทยขยับจากการเลือกตัวบุคคล ไปที่การเลือกนโยบายพรรคมากขึ้น ถือเป็นการเมืองเชิงนโยบายและผลลัพธ์ที่จับต้องได้
พรรคการเมืองที่สามารถตอบโจทย์เชิงเศรษฐกิจได้ จะมีโอกาสได้รับเลือกตั้ง ส่วนพรรคการเมืองที่เสนอแนวคิดปฏิรูปเชิงโครงสร้าง จะมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งอย่างชัดเจน