ประวติ “สุรพงษ์” เลขาธิการ ป.ป.ช.ป้ายแดง มือปราบทุจริตไม่ธรรมดา
19 ม.ค. 2569
ประวัติ “สุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการ ป.ป.ช.ป้ายแดง กับเส้นทางการปราบทุจริตที่ไม่ธรรมดา รวมถึงเป็นหัวหน้าผู้ว่าคดีชั้น 14 ในศาลฎีกาฯ
ข่าว
19 ม.ค. 2569
ประวัติ “สุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการ ป.ป.ช.ป้ายแดง กับเส้นทางการปราบทุจริตที่ไม่ธรรมดา รวมถึงเป็นหัวหน้าผู้ว่าคดีชั้น 14 ในศาลฎีกาฯ
19 มกราคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (เลขาธิการ ป.ป.ช.) อย่างเป็นทางการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2569
การขึ้นดำรงตำแหน่งของ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร จาก รองเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็น เลขาธิการ ป.ป.ช. เรียกว่าเหมาะสมและไม่เกินความคาดหมาย หลังจากนายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการ ป.ป.ช.คนเดิม ลาออกไปเมื่อเดือนตุลาคม 2568
จากนั้นที่ประชุม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็มีมติเอกฉันท์ เลือก นายสุรพงษ์ ขึ้นแท่น เลขาธิการ ป.ป.ช.แทน โดยก่อน ได้รับการโปรดเกล้าฯขึ้นดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ป.ป.ช. นายสุรพงษ์ ได้ทำหน้าที่รักษาราชการแทน เลขาธิการ ป.ป.ช. มาโดยตลอด รวมทั้งยังเคยเป็น โฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.ด้วย
ประวัติส่วนตัว
การศึกษา
การทำงานและการรับราชการ
นอกจากนี้ยังได้รับมอบหมายให้ทำงานพิเศษ อาทิ
ผลงานสำคัญ
1. ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการฟ้องคดีปิดปากในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบ พ.ศ. ... ได้สำเร็จ และส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา จนท้ายที่สุดในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5 (สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ในวันพุธที่ 5 มีนาคม 2568 ที่ประชุมได้พิจารณามีมติเอกฉันท์ 507 เสียง เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ .. พ.ศ. ....
และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป อันจะเป็นมาตรการและกลไกในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช.
รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และยังทำให้กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของไทยมีมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับ สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (United Nations Convention against Corruption : UNCAC) ด้วย
2.ยกร่างระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ การขอรับความช่วยเหลือ และการยกเลิกการให้ความช่วยเหลือตามมาตรา 132/2 พ.ศ. 2568 และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568
และการขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายในฐานะประธานอนุกรรมการจัดเตรียมความพร้อมการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่แก้ไขเพิ่มเติม (Anti SLAPP Law) จนเสร็จสิ้นกระบวนการและมีผลบังคับใช้ได้เป็นผลสำเร็จ โดยระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ การขอรับความช่วยเหลือ และการยกเลิกการให้ความช่วยเหลือตามมาตรา 132/2 พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2568 เป็นต้นไป
และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป
3.หัวหน้าผู้ว่าคดีและการดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ บ.ค. 1/2568 ระหว่าง อัยการสูงสุด คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ ส่วน นายทักษิณ ชินวัตร จำเลย (คดีชั้น 14) ชั้นบังคับโทษตามคำพิพากษา
ข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ
