“ส้ม” ผิดไปแล้ว “ทหารมีไว้ทำไม”..ช้าเกินไปหรือเปล่า?
11 ม.ค. 2569
"พิธา-เท้ง" พลิกตำราขอโทษทหาร หลังวาทกรรม "ทหารมีไว้ทำไม" กลายเป็นชนักติดหลัง กูรูด้านการสื่อสารกางทฤษฎีวิเคราะห์ ชี้การจะล้างภาพจำต้องใช้พลังมากกว่าเดิมหลายเท่า
ข่าว
11 ม.ค. 2569
"พิธา-เท้ง" พลิกตำราขอโทษทหาร หลังวาทกรรม "ทหารมีไว้ทำไม" กลายเป็นชนักติดหลัง กูรูด้านการสื่อสารกางทฤษฎีวิเคราะห์ ชี้การจะล้างภาพจำต้องใช้พลังมากกว่าเดิมหลายเท่า
11 มกราคม 2569 กลายเป็นประเด็นดราม่าการเมืองที่ถูกจับตา เมื่อแกนนำพรรค "ส้ม" ทั้ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่แก้เกมด้วยการออกมาขอโทษที่เคยปล่อยวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” รวมถึงการที่ “คุณเท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนคนปัจจุบันเพิ่งโพสต์จดหมายทหารชั้นผู้น้อย เรียกร้องความเป็นธรรมเรื่องสวัสดิการ แล้วก็ย้ำว่าพรรคส้มอยู่เคียงข้างทหาร ที่เคยวิจารณ์ก็เพื่อปฏิรูปกองทัพ ไม่ให้นายพลเสวยสุข ทหารชั้นผู้น้อยถูกเอาเปรียบ
คำถามคือ วิธีการแบบนี้ ลบล้าง “ดิจิทัล ฟุตปรินท์” ได้หรือไม่?
ทีมข่าวเนชั่นฯ ถือโอกาสสอบถาม อาจารย์พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ได้รับคำตอบเชิงทฤษฎีว่า มีองค์ประกอบที่นำมาพิจารณา คือ
1. First impression ซึ่งผู้คนได้รับรู้ไปแล้วและจะจดจำสิ่งนั้นไปตลอด
2.การสร้างกระแสด้วยประโยคที่ได้ใจคนบางกลุ่ม สร้างไม่ยาก แต่การหักล้างสิ่งที่พูดไปแล้ว ต้องใช้พลังและความพยายามมากกว่าตอนพูดหลายเท่า
3.กรณีนี้ คำขอโทษอาจช่วยบรรเทาความร้อนแรงจากการถูกถามว่า มีทหารไว้ทำไมได้บ้าง และคนเป็นด้อมอาจเชื่อ และช่วยแก้ต่างให้ได้บ้าง แต่อาจไม่ได้ผลในภาพรวมเพราะ
