1. "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ใช้วุฒิการศึกษาปริญญา เอกที่ไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.พ. ในการสมัตรเข้าบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์ โดยสพนักงาน ก.พ. ได้รายงานให้สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงทราบว่า จากการตรวจสอบวุฒิ การศึกษาระดับปริญญาเอกของผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ปรากฏว่า "ไม่พบข้อมูลระดับปริญญา เอก" รายละเอียดปรากฏตามหนังสือลับจากสำนักงาน ก.พ. ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2565
ทั้งนี้ การใช้คุณวุฒิการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ. รับรองถือเป็นคุณสมบัติสำคัญตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลพนักงานมหาวิทยาลัย งบประมาณแผ่นดิน พ.ศ. 2551 ข้อ 20.1 และข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2556 ข้อ 26(1) ที่ กำหนดให้พนักงานมหาวิทยาลัย สายวิชาการ สามารถได้รับค่าจ้างตามคุณวุฒิและตามที่ก.พ. กำหนด
จึงหมายความว่า คุณวุฒิของพนักงานมหาวิทยาลัย สายวิชาการ ที่จะสามารถได้รับค่าจ้างตามอัตราเงินเดือนที่ สำนักงาน ก.พ. กำหนด ต้องเป็นคุณวุฒิที่สำนักงาน ก.พ. รับรองเท่านั้น และจากบทบัญญัติในข้อบังคับ ฯ ทั้งสอง ฉบับดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าคุณวุฒิการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ. รับรองถือเป็นคุณสมบัติประการสำคัญในการ บรรจุบุคคลเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้บรรจุบุคคลให้ตรงตามความต้องการของมหาวิทยาลัย รวมทั้งจะต้องเป็นคุณวุฒิจากหลักสูตรการศึกษาที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์สากล เพื่อให้การกาหนดอัตราเงินเดือนสาหรับคุณวุฒินั้นเหมาะสมและเป็นธรรม
ดังนั้น การที่สำนักงาน ก.พ. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบคุณวุฒิการศึกษาสำหรับผู้ที่ จะได้รับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานราชการในหน่วยงานของรัฐ ประกอบกับข้อบังคับของ มหาวิทยาลัยรามคำแหงยังยึดโยงอยู่กับสำนักงาน ก.พ. เกี่ยวกับการรับรองคุณวุฒิการศึกษา กรณีข้อร้องเรียน เกี่ยวกับวุฒิการศึกษาในระดังปริญญาเอกของ"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ อธิการบดี
ย่อมมีมูลรับฟังได้ ว่า "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตามตำแหน่ง อาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์ มาตั้งแต่ต้นและจะไม่มีผลงานการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านบริหารที่จะมี คุณสมบัติสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541
2. "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ทาการรับโอนทรัพยสินที่ เกี่ยวกับการกระทาความผิดฐานร่ารวยผิดปกติ ซึ่งถือเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ จาก"นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม" โดยการรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวเป็นการรับโอนที่ดินจำนวน 2 แปลง อันได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 52022 ตำบลบาง ปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และที่ดินโฉนดเลขที่ 52023 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัด นครนายก เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ซึ่ง "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่"ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว และการรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน"นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม"
กรณีมี เหตุควรเชื่อว่า"นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม" ร่ำรวยผิดปกติแล้ว และในท้ายที่สุด "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ก็ได้ถูกศาลฎีกาพิพากษายึดที่ดินดังกล่าวทั้งสองแปลงตกเป็นของแผ่นดินตามคำพิพากษาฎีกา ที่ 469/2561
นอกจากนี้ คณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นฯ ที่แต่งตั้งโดยสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังได้ตรวจสอบพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ไม่ได้นำส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงตามคำพิพากษาศาลฎีกา จนล่วงเลยระยะเวลามาประมาณ 2 ปีเศษ กระทั่งกระทรวงการคลังได้ยื่นค่าขอโอนตามกฎหมายโดยขอออกโฉนดใบแทน และได้มีการจดทะเบียน เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโอนให้กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ทั้งในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัยรามคำแหง และต่อมาดำรงตำแหน่ง ประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ตลอดจนกระทั่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคาแหงในปัจจุบัน กลับไม่เคยรายงานให้มหาวิทยาลัยได้ทราบถึงเรื่องราวดังกล่าว
ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญที่ควรแจ้งให้มหาวิทยาลัยทราบ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและคุณสมบัติต้องห้ามผู้บริหารและเป็นการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี ตลอดจนละเมิดพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547มาตรา 39 วรรคท้าย
และมาตรา 40 รวมทั้งพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความผิดเกี่ยวกับการ รับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะ หรือหลังการกระทำความผิดมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน ซึ่งถือเป็นความผิดฐานฟอกเงิน ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และมีอายุความ 15 ปี
3. "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องขอความเป็นธรรมจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ จงใจบิดเบือนข้อมูล ใส่ร้ายป้ายสีกรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วยการตัดแต่ง ข้อมูลอย่างปราศจากมโนสำนึก ขาดความรับผิดชอบ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ สภามหาวิทยาลัยรามคาแหงดำเนินการตรวจสอบหรือสอบสวนเรื่องต่าง ๆ ที่"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ถูกร้องเรียน
กรณีการทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกานั้น สืบเนื่องจาก "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ได้เคยถูกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงถอดถอนออกจากตำแหน่งอธิการบดีมาครั้งหนึ่งแล้วด้วยข้อหาจงใจฝ่าฝืนข้อบังคับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยการประชุมสภามหาวิทยาลัย พ.ศ. 2541 แต่ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ดังเดิมด้วย คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด แต่ "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังจงใจใช้สิทธิซ้ำซ้อนใน การทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาขอความเป็นธรรม ทั้ง ๆ ที่เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง
อย่างไรก็ตาม "สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง"ได้มีการทำหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของ "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบแล้ว ส่วนรายละเอียดของการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาด้วยข้อความอันเป็นเท็จและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเป็นเช่นไรนั้น สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่อยู่ในฐานะที่จะให้รายละเอียดด้วยประการใด ๆ ในขณะนี้ได้
ด้วยเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น หากคำนึงถึงเกียรติของตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งถือเป็นผู้บริหารสูงสุดของ มหาวิทยาลัย ที่จะต้องมีภาวะผู้นำและเป็นที่ยอมรับของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ด้วยการยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม ความถูกต้อง และความเป็นธรรมในสังคม ประกอบกับความรังเกียจของสังคมต่อการทุจริตในทุกรูปแบบ
ย่อมถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวของ"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้าข่ายเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี อันเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้บริหารตามข้อ 7(4) ของข้อบังคับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยคุณสมบัติละลักษณะต้องห้ามของผู้บริหาร พ.ศ. 2562
ดังนั้น พฤติการณ์ทั้งหมดข้างต้นของ"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกอบกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ ย่อมเพียงพอต่อการที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงจะไม่ไว้วางใจให้ "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ดำรงตำแหน่งอธิการบดีอีกต่อไป และสมควรที่ สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงจะมีมติให้ถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคาแหง
ทั้งนี้ ตั้งแต่ วันลงมติเป็นต้นไป อันเป็นการใช้อำนาจและดุลพินิจโดยแท้ของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงตามาตรา 18 (7) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541 และเป็นเหตุให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีโดยทันทีตามมาตรา 23 วรรคสาม (6) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำเเหง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลัง"สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง"ออกมติถอดถอน "นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่" พ้นอธิการบดี ทำให้"นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่" อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เตรียมมอบหมายทนาย ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว