คราวนี้มาที่ ผลคำวินิจฉัย "ไม่ได้ไปต่อ" ปิดฉากอวสานนายกฯ กล่าวคือ "พล.อ.ประยุทธ์" เป็นนายกฯ มาครบ 8 ปี ตั้งแต่ 25 ส.ค.2557 สิ้นสุดวาระ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2565 ซึ่งเป็นไปตามคำร้องของสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านที่ตั้งคำถามไปถึงศาลรธน. โดยตรงว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีมาครบ 8 ปีแล้ว นับจากได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2557
สถานการณ์ทางการเมืองข้างหน้าของประเทศไทย ย่อมตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับผลคำวินิจฉัยในทางบวก ฉากทัศน์ใหม่มุ่งไปสู่กระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศ โดยบทบาทสำคัญตกไปที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในการทำหน้าที่รักษาการนายกฯ ( เป็นไปตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯเคยกล่าวไว้ว่า หากคำวินิจฉัยศาลรธน.ให้นายกฯประยุทธ์ไม่ได้ไปต่อ ก็ไม่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่รักษาการนายกฯ )
ตรงนี้เอง"พล.อ.ประวิตร" รักษาการนายกฯ ประสานสำนักเลขาธิการครม. เพื่อส่งสาสน์ไปถึง "ชวน หลีกภัย" ประธานรัฐสภา นัดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเลือกจากแคนดิเดตในบัญชีที่พรรคการเมืองยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 ประกอบด้วย
อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย , อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ , ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ , ชัยเกษม นิติสิริ และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทย
แต่โดยสภาพข้อเท็จจริง ก็เหลือแต่ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย และชัยเกษม นิติสิริ ที่จะถูกส่งเข้าประกวดในสภา เพราะอภิสิทธิ์ ลาออกจากส.ส.พรรคปชป. ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ ไปเป็นหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ชัชชาติ ก็ไปเป็นผู้ว่าฯกทม.ซะแล้ว
กระบวนการเลือกนายกฯในสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ จะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภาในวันลงมติ หรือหากนับจำนวน ส.ส.และส.ว.เมื่อการเลือกตั้งในปี 2562 ต้องได้คะแนนมากกว่า 350 เสียงขึ้นไป
แต่หาก 1 ใน 5 จากบัญชีพรรคการเมืองไม่ได้รับเสียงจากที่ประชุมร่วมรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง จะต้องมีการใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภาขณะนั้นนำสู่ขั้นตอนการเลือก "นายกฯนอกบัญชี"
ถึงตรงนี้ มีการวิเคราะห์กันไว้แล้ว ว่า การเลือกนายกฯจากในบัญชีมีปัญหาแน่ โดยตรรกะทางการเมือง ใครจะให้ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอันดับสองขึ้นเป็นนายกฯ ทำนองเดียวกัน การจะเลือกชัยเกษม นิติศิริ ซึ่งมาจากพรรคฝ่ายค้าน มาเป็นนายกฯในสถานการณ์แบบนี้ค่อนข้างยากลำบากจากจำนวนเสียงในสภา
ฉะนั้นแล้ว จึงมีการมองไปยังสเต็ปที่สอง นั่นคือ การเลือกนายกฯนอกบัญชี ณ นาทีนี้ ตัวเลือกเบอร์ต้น เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก"พล.อ.ประวิตร"ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป
อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่ของ"พล.อ.ประวิตร" รักษาการนายกรัฐมนตรีหลังคำตัดสินของศาล ไม่ว่าจะองคาพยพรัฐบาลจะมีข้อสรุปให้ยุบสภาแล้วรักษาการ หรือจะผลักดัน "พล.อ.ประวิตร" เป็นนายกรัฐมนตรีให้เสร็จทุกขั้นตอนภายในเดือน ต.ค. ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นจากผู้นำหลายประเทศทั่วโลกในการมาประชุมที่ไทยในเดือน พ.ย.นี้แน่นอน
ฉะนั้น "30 ก.ย."อันเป็นวันที่องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยพิพากษา"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ย่อมส่งผลสะเทือนไปถึงองคาพยพในรัฐบาล สามารถพลิกหน้ากระดานทางการเมืองไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้ตลอดเวลา