4.เมื่อหวังจะเป็นพรรคใหญ่ จุดยืนพรรคจึงต้องมี ไม่สามารถทำตัวเป็นพรรคชิลล์ๆ กลางๆ ไหลไปตามกระแส หรือเฮไหน เฮกัน ได้อีกแล้ว แต่ต้องโดดเด่น มีจุดยืนชัด ตามสโลแกน "พูดแล้วทำ"
5.ประชาธิปัตย์จะเป็นทั้ง "คู่แข่ง" และ "คู่แค้น" ในสนามเลือกตั้ง นอกเหนือจากพรรคเพื่อไทย แม้ภูมิใจไทยกับประชาธิปัตย์จะเคยจับมือกันมาตลอดตั้งแต่สมัย "พลิกขั้ว" อำนาจเมื่อช่วงปี 51 โดยกลุ่มเพื่อนเนวิน กับวลีฮิตติดหู (มันจบแล้วครับนาย) ด้วยการทิ้ง "ทักษิณ ชินวัตร" และหันมาสนับสนุน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกฯ
แต่สถานการณ์ในวันนั้นประชาธิปัตย์ คือ "พรรคใหญ่" เป็นคู่ชิงกับ "เพื่อไทย" หรือ "พลังประชาชน" เวลานั้น แต่ในการเลือกตั้งปี 62 ภูมิใจไทยผงาดขึ้นมาจากพรรค 30 เสียงต้นๆ มาเป็นพรรค 50 เสียง ใกล้เคียงกับประชาธิปัตย์ที่ตกฮวบจากพรรค 100 กว่าเสียง มาเป็นพรรค 50 เสียงเท่าๆ กับภูมิใจไทย และปัจจุบันภูมิใจไทยยังได้ ส.ส.เข้าพรรคเพิ่ม หลังไปเก็บโกยจากบรรดาพรรคแตก จนกลายเป็นพรรค 60 กว่าเสียง ถืออันดับ 2 ของรัฐบาล และอันดับ 3 ของสภา
ที่สำคัญภูมิใจไทยยังกวาดที่นั่ง "ส.ส.ใต้" จากถิ่นประชาธิปัตย์มาได้ 8 ที่นั่ง ทำให้ภาคใต้ถูกตีแตก ไม่ได้เป็นเขตอิทธิพลของประชาธิปัตย์พรรคเดียวอีกต่อไป
6. "เสี่ยหนู" และ "นาที รัชกิจประการ" แม่ทัพภาคใต้ของภูมิใจไทย ประกาศเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 65 ตั้งเป้าแลนด์สไลด์ 6 จังหวัดอันดามัน 11 เก้าอี้ ซึ่งกระทบ "หัวหน้าจุรินทร์" โดยตรง เพราะรวมจังหวัดบ้านเกิดของหัวหน้าจุรินทร์ อย่างจ.พังงาเข้าไปด้วย