9 ก.ย.2551 "ศาลรัฐธรรมนูญ"มีคำวินิจฉัย 9 ต่อ 0 ตัดสินให้ว่าผู้ถูกร้อง(สมัคร) กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัครสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7)
การผลัดเปลี่ยนอำนาจดำเนินมาถึงยุคสมัยรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ซึ่งนอกจากถูกจับตามองจากสังคมถึงการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์เพื่อพวกพ้องกันแน่ เพราะในห้วงเวลาที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ บริหารประเทศ ล้วนเต็มไปด้วยข้อครหาต่างต่างนานา ไม่ว่าเป็นกรณี ทุจริตจำนำข้าว ความพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อเปิดทางให้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหนีคดีทุจริตอยู่ในต่างประเทศได้กลับบ้าน ความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำจนน้ำท่วมเมืองปี 2554 หรือแม้แต่การแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม
ด้วยพฤติการณ์เหล่านั้น จึงทำให้ฝ่ายตรวจสอบชงเรื่องเป็นคดีความขึ้นสู่ศาลฯ โดยเฉพาะ คดีละเลยให้เกิดการทุจริตคดีจำนำข้าว และคดีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
อย่างที่กล่าวข้างต้น เพราะการกำหนดนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งภายหลัง ยิ่งลักษณ์ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย.2560 โดยลงโทษจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นเวลา 5 ปีไม่รอลงอาญา และให้ออกหมายบังคับคดี นำตัวมารับโทษตามคำพิพากษา
ก่อนหน้านี้วันที่ 7 พ.ค.2557"ศาลรัฐธรรมนูญ"เคยมีมติเอกฉันท์ถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจาก จากกรณีมีส่วนใช้อำนาจแทรกแซงการโยกย้าย"ถวิล เปลี่ยนศรี" จากตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" คือ นายกรัฐมนตรีรายที่สี่ ภายใต้อุ้งมือศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย จะมีชะตากรรมบนเส้นทางอำนาจนี้อย่างไร วันที่ 30 ก.ย.คือคำตอบ