สมัยพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง ทักษิณมีขุนพลรอบกายมากมาย มีทั้งที่เปิดเผยตนเองและมีเป็นจำนวนมากที่ยินดีจะทำงานแบบเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง สมคิดก็จัดอยู่ในประเภทหลัง
ชื่อเสียงทักษิณโดดเด่นเป็นขวัญใจคนรากหญ้า ขุนพลเศรษฐกิจอย่างสมคิด ก็พลอยมีชื่อชั้นในเวทีไทยและเวทีโลก จนเกิดภาพทับซ้อนกันระหว่างนายห้างใหญ่กับ “ท่านรองสมคิด”
กระทั่งรัฐประหาร 19 กันยา สมคิดได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่า “หลังการปฏิวัติ ผมไม่เคยติดต่อกับท่าน ท่านก็ไม่เคยติดต่อกับผม..”
เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2565 ทักษิณ หรือโทนี่ วู้ดซัม ได้พูดถึงสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่กำลังปั้นพรรคสร้างอนาคตไทย ผ่านรายการแคร์คลับเฮ้าส์
“พอพูดถึงสมคิดนะ สมคิดเป็นคนที่ติดตามผมมาโดยตลอด ตั้งแต่ทำธุรกิจ พอผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็วิ่งเต้นขอเป็นที่ปรึกษาให้ผม พอผมกลับมาบริษัท เป็นรองนายกฯ ก็ขอตามมา จนสุดท้ายขอลาออกกับผม ไปทำงานกับ ทนง พิทยะ หลังจากนั้น ผมตั้งพรรค ก็ขอมาอยู่กับผม ผมบอกว่าให้มาช่วยทำงาน ส่วนใหญ่เป็นการตั้งประเด็นวางกรอบ”
น้ำเสียงของทักษิณในแคร์คลับเฮ้าส์คืนนั้น ดูจะหยามหยันอดีตรองนายกฯสมคิด เหมือนยังผูกใจเจ็บจากเหตุการณ์ในอดีต
“พอตั้งรัฐบาลได้ปุ๊บ เขาขอเป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ หรือทบวง มหาวิทยาลัยก็ได้ ผมหารัฐมนตรีคลังไม่ได้ แต่เห็นสมคิดอยู่มาตลอด ก็เอาว่า เป็นรัฐมนตรีคลังเลยแล้วกัน เขารู้แล้วตกใจกลัวเลย..”
ปากทักษิณบอกว่า ไม่ได้สนใจเรื่องของสมคิด และคณะสองกุมารจะเคลื่อนทัพสร้างอนาคตไทย ลงสู่สมรภูมิเลือกตั้ง แต่ในแคร์คลับเฮ้าส์ ก็อดแขวะสมคิดไม่ได้
“ขอเล่าต่ออีกนิด มีอยู่วันหนึ่ง ผมจ้างทีมธรรมศาสตร์มาเขียนนโยบาย จ้างอาจารย์หนึ่งในนั้นมา แล้วเขาเป็นคนจีนที่ดูโหงวเฮ้ง จู่ๆ แกทักโหงวเฮ้ง สมคิดว่าจะได้เป็นนายกฯ แต่ไม่ได้ทักผมว่าจะเป็นนายกฯ พอพรรคผมได้เป็นรัฐบาล สุดท้ายสมคิดได้เป็นแค่รัฐมนตรีคลัง สงสัยตอนนี้เขายังติดใจ คิดว่าจะได้เป็นนายกฯ ซักวันมั้ง”
เกจิการเมือง มองว่า การที่ทักษิณส่งลูกสาวคนเล็กลุยสมรภูมิเลือกตั้ง ชูธงกอบกู้เศรษฐกิจไทย ก็ต้องเจอสมคิด มือเศรษฐกิจ และคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางค่ายชินวัตรเป็นอย่างดี จึงต้องออกโรงดิสเครดิตประธานพรรคสร้างอนาคตไทย
สมรภูมิเลือกตั้งครั้งหน้า คงจะได้เห็นภาพการต่อสู้ระหว่างศิษย์เก่าไทยรักไทย ที่แยกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ กับทายาทนายห้าง ซึ่งในวันเลือกตั้ง ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบว่า นโยบายของพรรคใดโดนใจ จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้บริหารประเทศ
ขอขอบคุณที่มา: กรุงเทพธุรกิจ