เนชั่นทีวี

ข่าว

"สีจิ้นผิง" ชนะเชิงสัญลักษณ์โชว์ภาพพจน์คว้าชัยเยือนสหรัฐ

25 ก.ย. 2569 | apirak_pra

"สีจิ้นผิง" ชนะเชิงสัญลักษณ์โชว์ภาพพจน์คว้าชัยเยือนสหรัฐ

การประชุมสุดยอด สี จิ้นผิง - โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ผู้นำจีนคว้าชัยชนะเชิงสัญลักษณ์และภาพลักษณ์ ท่ามกลางคะแนนนิยมทรัมป์ร่วงหนักดิ่งต่ำกว่า 30%

การประชุมสุดยอด สี จิ้นผิง - โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ผู้นำจีนคว้าชัยชนะเชิงสัญลักษณ์และภาพลักษณ์ ท่ามกลางคะแนนนิยมทรัมป์ร่วงหนักดิ่งต่ำกว่า 30%

KEY

POINTS

  • การเยือนสหรัฐฯ ของสี จิ้นผิง ถูกมองว่าเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์และภาพลักษณ์ทางการทูตที่สำคัญของจีน แม้จะไม่มีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมมากนัก
  • จีนเป็นฝ่ายชูแนวคิด "ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์และมั่นคง" เพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเผชิญวิกฤตการเมืองภายในประเทศ
  • เป้าหมายหลักของสี จิ้นผิง คือการป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ ขัดขวางภารกิจรวมชาติกับไต้หวัน ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนมีจุดยืนไม่ยอมประนีประนอม
  • ภาพที่ทรัมป์เดินทางไปต้อนรับสี จิ้นผิง ถึงบันไดเครื่องบิน ถูกนำไปใช้สื่อสารเพื่อตอกย้ำความสำเร็จและสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งให้กับผู้นำจีน

การเดินทางเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา แม้ว่าหลายฝ่ายจะไม่ได้ตั้งคาดหวังเกี่ยวกับผลลัพธ์หรือสาระสำคัญของข้อตกลงมากนัก แต่ในมิติการเมืองระหว่างประเทศ ชิ้นงานทางการทูตครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์และภาพลักษณ์ที่เด่นชัดของผู้นำจีนมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินมหาอำนาจตะวันตก

 

การเยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้ จีนชูธงนำด้วยกรอบแนวคิดทางการทูต "ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์และมั่นคง" (Constructive Strategic Stability) ซึ่งเป็นกรอบที่จีนเสนอเพื่อกำหนดทิศทางและบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแบบแพ้-ชนะ (Zero-sum) และลดความเสี่ยงจากวิกฤตการณ์ โดยเป็นแนวคิดที่เคยได้รับการผลักดันเป็นครั้งแรกในการประชุมร่วมกันที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการบริหารวิกฤตระยะสั้นมาสู่กรอบยุทธศาสตร์เสถียรภาพ 4 รูปแบบ (Four Stabilities) ได้แก่ เสถียรภาพเชิงบวกที่เน้นความร่วมมือต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์, เสถียรภาพเชิงสร้างสรรค์ที่ยอมรับการแข่งขันอย่างเป็นระเบียบ, เสถียรภาพปกติที่ควบคุมความเห็นต่างไม่ให้ลุกลาม และความมั่นคงที่ยั่งยืนเพื่อป้องกันการเผชิญหน้าทางทหาร

บรรยากาศการพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญภาวะวิกฤตทางการเมืองภายในประเทศ จากคะแนนนิยมที่ดิ่งลงเหลือไม่ถึง 30% ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมกำลังงวดเข้ามาทุกขณะ ทำให้ทรัมป์มีความต้องการอย่างยิ่งที่จะให้ สี จิ้นผิง ช่วยทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาเคลียร์ความขัดแย้งกับอิหร่าน เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับชาวอเมริกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ขณะเดียวกัน ในมุมของ สี จิ้นผิง มีเป้าหมายสำคัญในการป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ เข้ามาขัดขวาง "ภารกิจรวมชาติ" กับไต้หวันให้เสร็จสิ้นภายในยุคการปกครองของเขา โดยมองว่าการเจรจากับทรัมป์ยังคงเป็นตัวเลือกที่ง่ายกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนอื่นๆ ส่วนประเด็นความขัดแย้งอื่นๆ เช่น การขยายเวลาสงบศึกสงครามภาษี ปัญหาแร่หายาก และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถือเป็นประเด็นที่สามารถประนีประนอมต่อรองกันได้ เพื่อให้ทรัมป์นำผลงานไปโฆษณาเรียกคะแนนนิยมสำหรับการเลือกตั้ง ยกเว้นเพียงประเด็นอธิปไตยเหนือไต้หวันเท่านั้นที่จีนมีจุดยืนยอมหักไม่ยอมงอ

 

ความพ่ายแพ้และชัยชนะในแง่ภาพลักษณ์เห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อ ทรัมป์ เดินทางไปต้อนรับ สี จิ้นผิง ถึงบันไดเครื่องบิน ซึ่งนอกจากจีนจะนำภาพดังกล่าวไปสื่อสารสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนในประเทศได้แล้ว ยังเป็นการต่อยอดจากผลสำเร็จในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้ ซึ่งทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ Fox News โดยยอมรับว่า จีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีอานุภาพมาก ขณะที่ไต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็กๆ และเขาไม่ประสงค์จะเดินทางไกลถึง 9,500 ไมล์เพื่อทำสงคราม ในขณะที่ไต้หวันอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่จีนเพียง 59 ไมล์เท่านั้น

นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังเคยแสดงความไม่พอใจต่อไต้หวันผ่านสื่อโดยระบุว่า ไต้หวันแย่งอุตสาหกรรมชิปและเทคโนโลยีไปจากสหรัฐฯ ส่งผลให้ภายหลังเสร็จสิ้นการเยือนจีนครั้งก่อน ทรัมป์ ได้ตัดสินใจชะลอการส่งมอบและขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน มูลค่ารวมกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสแล้วก็ตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์และภาพลักษณ์ทางการทูตของจีนบนเวทีโลกในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด