ทางด้านกองทัพปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในภูมิภาค ทั้งในจอร์แดน คูเวต และบาห์เรน ส่งผลให้สัญญาณไซเรนเตือนภัยดังสนั่นเมืองคูเวตซิตี้ แม้ว่าระบบป้องกันทางอากาศของชาติเหล่านั้นจะสามารถสกัดจับขีปนาวุธและโดรนส่วนใหญ่ไว้ได้ก็ตาม โดยกองทัพอิหร่านขู่ว่าจะเดินหน้า "เอาคืนอย่างหนักหน่วง" และคุมเข้มการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
ขณะเดียวกัน ปะทะระลอกใหม่นี้ทำให้ความหวังเจรจาสันติภาพพังพินาศ โดยทรัมป์ได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า
"ผมไม่สนใจหรอกว่าพวกเขาจะยอมเซ็นสัญญาไร้ค่าหรือไม่ ตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ดีกว่ามาก เพราะคุมช่องแคบฮอร์มุซได้เบ็ดเสร็จ และเศรษฐกิจอิหร่านก็กำลังพังทลาย"
ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นแล้วกว่า 50% นับตั้งแต่สงครามยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักต่อพรรคการเมืองในสหรัฐฯ