ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อนิวส์แมกซ์ (Newsmax) โวสนั่นถึงความสำเร็จทางทหารว่า กองทัพสหรัฐฯ สามารถทำลายล้างสมรรถนะทางเรือของอิหร่านจนจมอยู่ใต้บาดาลไปแล้วถึง 159 ลำ และทำลายฝูงเครื่องบินรบรวมถึงระบบเรดาร์ต่อต้านอากาศยานไปแล้วกว่า 84% พร้อมระบุว่า "ในเวลาเพียงแค่ 4 เดือน เราได้พาพวกเขากลับไปสู่ยุคหินอย่างสิ้นเชิง"
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังขู่ว่าจะสั่งเปิดฉากถล่ม "ภูเขาจอบ" หรือ พิกแอ็กซ์ เมาน์เทน (Pickaxe Mountain) ซึ่งเป็นฐานทัพนิวเคลียร์ลับใต้ดินใกล้กับโรงงานนาแตนซ์ที่เพิ่งถูกดาวเทียมจับภาพได้ว่าอิหร่านแอบแหกกฎหยุดยิงเพื่อเร่งขุดเจาะอุโมงค์ลึก 100 เมตรใต้ภูเขาหินแกรนิตที่ระเบิดทำลายล้างธรรมดาไม่สามารถเจาะทะลวงได้ ควบคู่ไปกับแผนการเก็บค่าตั๋วผ่านทางเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 20% หรือราว 30 ล้านดอลลาร์ต่อลำ เพื่อเป็นค่าคุ้มครองจากกองทัพสหรัฐฯ
อิหร่านสวนกลับ ยิงขีปนาวุธถล่มเรือบรรทุกน้ำมันยูเออีจม-ลูกเรืออินเดียสังเวย
ฝั่งกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ตอบโต้อย่างดุเดือดไร้ความปรานีภายใต้รหัสปฏิบัติการ "นัสร์ 2" (Nasr 2) โดยส่งฝูงขีปนาวุธร่อนและโดรนกามิกาเซ่พุ่งเป้าทำลายฐานทัพเรืออัล-จัฟแฟร์ในบาห์เรน ส่งผลให้เสียงไซเรนเตือนภัยดังระงมเป็นรอบที่สามของวัน ทว่าสถานการณ์ปานปลายรุนแรงเกิดขึ้นบริเวณน่านน้ำโอมาน เมื่ออิหร่านจับกุมและยิงขีปนาวุธนำวิถีโจมตีเรือซูเปอร์แทงเกอร์บรรทุกน้ำมันสัญชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จำนวน 2 ลำ ได้แก่เรือมอมบาซา (Mombasa) และเรือบาเอีย (Bahia) จนเกิดเพลิงไหม้ลุกท่วมลอยลำอยู่กลางทะเล