เผยสถิติกองทัพรัสเซียสังเวยชีวิตพุ่งทะลุ 3 หมื่นรายในเดือนเดียว
ในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ประธานาธิบดียูเครนยังได้หยิบยกรายงานสถิติตัวเลขความสูญเสียในสมรภูมิรบขึ้นมาตอกย้ำอย่างเข้มข้น โดยระบุว่าข้อมูลรายงานความสูญเสียเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กองทัพรัสเซียมีสถิติทหารเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัสในสมรภูมิรบพุ่งสูงทะลุเกินกว่า 30,000 นายไปแล้ว ซึ่งทางกองทัพยูเครนมีหลักฐานวิดีโอบันทึกยืนยันความสูญเสียครบทุกเคสโดยไม่ใช่การกล่าวอ้างลอยๆ
เซเลนสกีระบุรายละเอียดเชิงลึกว่า อัตราส่วนความสูญเสียของทหารรัสเซียในสมรภูมินั้นคิดเป็น "เสียชีวิต" สูงถึง 63% และ "ได้รับบาดเจ็บ" เพียง 37% ซึ่งในศตวรรษที่ 21 ไม่มีกองทัพชาติไหนในโลกสามารถแบกรับอัตราส่วนการตายที่สูงขนาดนี้ได้ แม้ตัวเขาจะไม่ได้สนใจชะตากรรมของทหารรัสเซีย แต่เขาแคร์ชีวิตของชาวยูเครนทุกคนที่ต้องสูญเสีย ซึ่งแม้ว่าอัตราส่วนความสูญเสียของทหารยูเครนต่อรัสเซียจะอยู่ที่ 1 ต่อ 5 หรือ 1 ต่อ 6 แต่ทุกหยาดน้ำตาและชีวิตของชาวยูเครนมีความหมายสูงสุด และปูตินจะต้องยอมรับความจริงว่าไม่มีทางยึดครองภูมิภาคดอนบาสหรือโดเนตสก์ได้สำเร็จตามกำหนดการที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกในปีนี้แน่นอน
นอกจากนี้ เซเลนสกียังเผยว่า รัสเซียในยุคของปูตินต้องตกอยู่ในสภาพไร้ศักดิ์ศรีจนกลายเป็นผู้นำรัสเซียคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ต้องบากหน้าไปพึ่งพาขอความช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์จากกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ และในปัจจุบันเศรษฐกิจและมาตรการต่างๆ ของรัสเซียต้องพึ่งพาและตกเป็นเบี้ยล่างของประเทศจีนอย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่พันธมิตรผู้ช่วยรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรอย่างนายกรัฐมนตรี วิกเตอร์ ออร์บาน แห่งฮังการี ก็ต้องจบลงด้วยความอัปยศอดสูช็อกสายตาชาวโลก
อ่านเกมการเมืองโลก: สหรัฐฯ ติดหล่มวิกฤตอิหร่าน ยูเครนขอเลือกทางทูตเองเสนอ "สวิตเซอร์แลนด์-ตุรกี" เป็นเจ้าภาพ
ประเด็นที่สร้างความฮือฮาและน่าสนใจที่สุดในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ คือการที่ผู้นำยูเครนระบุในจดหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเวลานี้รัฐบาลและกองทัพสหรัฐอเมริกากำลังเทความสนใจทั้งหมดไปที่ปัญหาวิกฤตความขัดแย้งกับประเทศอิหร่านในตะวันออกกลาง ดังนั้น ยูเครนจึงเห็นว่า "มันเป็นการผิดพลาดหากเราจะทำเพียงแค่นั่งรอคอยให้สงครามในยุโรปวนกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของสหรัฐฯ อีกครั้ง" ยูเครนจึงขอเสนอแนวทางยุติสงครามผ่านการเจรจาโดยตรงระหว่างยูเครนและรัสเซีย
เซเลนสกีเสนอว่า สถานที่จัดการประชุมนัดประวัติศาสตร์นี้ไม่ควรจัดขึ้นที่กรุงเคียฟหรือกรุงมอสโก เนื่องจากไม่มีอะไรให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายต้องเดินทางไปที่นั่นหลังจากผ่านความขัดแย้งมานาน แต่ควรใช้ประเทศที่มีประวัติศาสตร์เป็นกลางในการสร้างสันติภาพ เช่น สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี หรือกลุ่มประเทศในโลกอาหรับ เป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งโต๊ะเจรจาพิจารณาข้อตกลง โดยพร้อมเปิดทางให้ตัวแทนจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมในฐานะผู้ค้ำประกันความปลอดภัยขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยความล้มเหลวของข้อตกลงมินสก์ในอดีต พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอแรกเป็น "การแลกเปลี่ยนนักโทษทั้งหมดของทั้งสองฝ่าย" (All-for-all prisoner exchange) และการส่งคืนตัวเด็กและพลเรือนที่ถูกกวาดต้อนไปในช่วงสงครามกลับคืนสู่มาตุภูมิ
ปฏิกิริยาจากฝั่ง "ปูติน-ทรัมป์": ยิวเครมลินตั้งแง่เรื่องความชอบธรรม ขณะที่ทำเนียบขาวหนุนเต็มสูบ
หลังจากดีลจดหมายเปิดผนึกถูกส่งออกไป ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแสดงท่าทีสนับสนุนข้อเสนอนี้อย่างเต็มที่ โดยระบุว่า
"ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากหากผู้นำทั้งสองคนจะยอมนัดพบเจอกัน พวกเขาควรจะทำมันให้สำเร็จซะ" ทรัมป์ กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเรียกร้องเรื่องความประนีประนอมและการยอมความของทั้งสองฝ่าย ทรัมป์ปฏิเสธที่จะลงรายละเอียดลึกซึ้งแต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะยอมถอยคนละก้าวเพื่อยุติความขัดแย้งได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทางด้านวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งอยู่ระหว่างการร่วมงานฟอรัมเศรษฐกิจที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศโดยแสดงท่าทีตั้งแง่และปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราวในทันที ปูตินระบุว่าตัวเขาพร้อมเจรจาแต่ฝ่ายยูเครนต้องยอมประนีประนอมตามข้อเรียกร้องเดิม คือยูเครนต้องยอมถอนกำลังทหารออกจาก 4 ภูมิภาคที่รัสเซียเข้ายึดครองบางส่วน (โดเนตสก์, ลูฮันสก์, เคอร์ซอน และซาปอริซเซีย) รวมถึงต้องประกาศยอมรับสละความพยายามในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การนาโต (NATO) อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ปูตินยังได้ตั้งคำถามเชิงกฎหมายทิ้งท้ายเพื่อกดดันตัวผู้นำยูเครนว่า
"การที่นายเซเลนสกีจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามกฎหมายของยูเครนในการทำข้อตกลงหรือไม่นั้น เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักกฎหมายในการวิเคราะห์และพิจารณาความชอบธรรม" ปูติน กล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างเข้มข้น