เนชั่นทีวี

ข่าว

"เซเลนสกี" ร่อนจดหมายเปิดผนึกจี้ "ปูติน" หย่าศึก นัดถกตัวต่อตัว

05 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

"เซเลนสกี" ร่อนจดหมายเปิดผนึกจี้ "ปูติน" หย่าศึก นัดถกตัวต่อตัว

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ส่งจดหมายเปิดผนึกตรงถึง วลาดิมีร์ ปูติน จี้หยุดสงคราม พร้อมเสนอเปิดฉากเจรจาแบบเผชิญหน้าและประกาศหยุดยิงชั่วคราวขณะถก ด้านเครมลินรับจดหมายแล้ว

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ส่งจดหมายเปิดผนึกตรงถึง วลาดิมีร์ ปูติน จี้หยุดสงคราม พร้อมเสนอเปิดฉากเจรจาแบบเผชิญหน้าและประกาศหยุดยิงชั่วคราวขณะถก ด้านเครมลินรับจดหมายแล้ว

KEY

POINTS

  • ประธานาธิบดีเซเลนสกีแห่งยูเครนส่งจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีปูติน เรียกร้องให้มีการเจรจาสันติภาพแบบตัวต่อตัวเพื่อยุติสงคราม
  • ข้อเสนอหลักในจดหมายคือการ "หยุดยิงเต็มรูปแบบ" ตลอดช่วงเวลาเจรจา และเสนอให้จัดการประชุมในประเทศที่เป็นกลาง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ หรือตุรกี
  • เนื้อหาในจดหมายมีถ้อยคำที่ดุดัน โดยกล่าวถึงความสูญเสียอย่างหนักของกองทัพรัสเซีย และผลกระทบของสงครามที่ประชาชนรัสเซียกำลังเผชิญ
  • ปูตินปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราว โดยยื่นเงื่อนไขเดิมให้ยูเครนถอนทหารออกจาก 4 ภูมิภาคและล้มเลิกความตั้งใจในการเข้าร่วมนาโต

สงครามรัสเซีย-ยูเครน ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางกระบวนการทูตที่ทั่วโลกต้องจับตา หลังมีรายงานข่าวเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่า ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ทำการส่งจดหมายเปิดผนึกความยาวกว่า 1,800 คำ ตรงถึงประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดประชุมเจรจาสันติภาพแบบ "เผชิญหน้าตัวต่อตัว" ระหว่างสองผู้นำเพื่อยุติสงครามเต็มรูปแบบที่ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 5 อย่างเป็นทางการ

จดหมายฉบับดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดียูเครน และได้ถูกส่งต่อไปยังประเทศพันธมิตรต่างๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา โดยสาระสำคัญระบุว่า ตัวเขาต้องการสร้างเวทีเจรจาตรงระหว่างยูเครนและรัสเซียโดยไม่พึ่งพารอคอยความช่วยเหลือจากภายนอก พร้อมข้อเสนอ "หยุดยิงเต็มรูปแบบ" (Full Ceasefire) ทั่วประเทศตลอดช่วงเวลาที่มีการเจรจา ซึ่งทางทำเนียบเครมลินได้ออกมายอมรับแล้วว่าได้รับจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนการนำเรื่องขึ้นรายงานให้ประธานาธิบดีปูตินได้รับทราบ

"เซเลนสกี" ร่อนจดหมายเปิดผนึกจี้ "ปูติน" หย่าศึก นัดถกตัวต่อตัว

เปิดเนื้อหาจดหมายสุดเดือด: เซเลนสกีตอกย้ำ "26 ปีในอำนาจทำปูตินโรยรา" ชี้ประชาชนรัสเซียกำลังเผชิญฝันร้าย

โทนเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกของโวโลดิมีร์ เซเลนสกี เต็มไปด้วยความดุดันและมีการใช้ถ้อยคำที่เย้ยหยันเด่นชัด โดยเซเลนสกีได้เริ่มข้อความระบุถึงอดีตเมื่อ 26 ปีก่อนที่ปูตินก้าวขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งในเวลานั้นชาวเน็ตและประชาชนยูเครนบางส่วนยังมองปูตินในแง่บวก ทว่าปัจจุบันความสัมพันธ์แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเรื่องการค้ากลายมาเป็นเรื่องสถิติการสูญเสียและแรงระเบิด พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุการณ์ล่าสุดที่โดรนพิฆาตระยะไกลของยูเครนบินฝ่าระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร ไป "เยี่ยมเยือน" เปิดฉากถล่มคลังน้ำมันแถบชานเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานประชุมฟอรัมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของปูติน

นอกจากนี้ เซเลนสกีระบุว่าปูตินใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งของ 26 ปีในการครองอำนาจไปกับการทำสงครามรุกรานยูเครนซึ่งเป็นสงครามที่ไร้เหตุผลอันสมควร และในเวลานี้ประชาชนชาวรัสเซียเองต่างเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่สะดวกสบายและผลกระทบเชิงลบจากสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด ทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเบนซิน, ราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นไม่หยุด, มาตรการคว่ำบาตร รวมถึงความหวาดกลัวต่อแผนการเกณฑ์ทหารรอบที่สองของปูตินเพื่อขยายวงสงคราม

"อย่าได้หวาดกลัวที่จะเลือกเส้นทางเดินออกจากสงครามสายนี้ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่เราเรียกร้องจากคุณในเวลานี้... อายุที่มากขึ้นหลังจากครองอำนาจมานานถึง 26 ปี กำลังเริ่มส่งผลกระทบต่อตัวคุณแล้ว และเมื่อเวลาผ่านไป ความเหนื่อยล้าของตัวคุณก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" เซเลนสกี ระบุในจดหมายเปิดผนึก

"เซเลนสกี" ร่อนจดหมายเปิดผนึกจี้ "ปูติน" หย่าศึก นัดถกตัวต่อตัว

เผยสถิติกองทัพรัสเซียสังเวยชีวิตพุ่งทะลุ 3 หมื่นรายในเดือนเดียว

ในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ประธานาธิบดียูเครนยังได้หยิบยกรายงานสถิติตัวเลขความสูญเสียในสมรภูมิรบขึ้นมาตอกย้ำอย่างเข้มข้น โดยระบุว่าข้อมูลรายงานความสูญเสียเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กองทัพรัสเซียมีสถิติทหารเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัสในสมรภูมิรบพุ่งสูงทะลุเกินกว่า 30,000 นายไปแล้ว ซึ่งทางกองทัพยูเครนมีหลักฐานวิดีโอบันทึกยืนยันความสูญเสียครบทุกเคสโดยไม่ใช่การกล่าวอ้างลอยๆ

เซเลนสกีระบุรายละเอียดเชิงลึกว่า อัตราส่วนความสูญเสียของทหารรัสเซียในสมรภูมินั้นคิดเป็น "เสียชีวิต" สูงถึง 63% และ "ได้รับบาดเจ็บ" เพียง 37% ซึ่งในศตวรรษที่ 21 ไม่มีกองทัพชาติไหนในโลกสามารถแบกรับอัตราส่วนการตายที่สูงขนาดนี้ได้ แม้ตัวเขาจะไม่ได้สนใจชะตากรรมของทหารรัสเซีย แต่เขาแคร์ชีวิตของชาวยูเครนทุกคนที่ต้องสูญเสีย ซึ่งแม้ว่าอัตราส่วนความสูญเสียของทหารยูเครนต่อรัสเซียจะอยู่ที่ 1 ต่อ 5 หรือ 1 ต่อ 6 แต่ทุกหยาดน้ำตาและชีวิตของชาวยูเครนมีความหมายสูงสุด และปูตินจะต้องยอมรับความจริงว่าไม่มีทางยึดครองภูมิภาคดอนบาสหรือโดเนตสก์ได้สำเร็จตามกำหนดการที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกในปีนี้แน่นอน

นอกจากนี้ เซเลนสกียังเผยว่า รัสเซียในยุคของปูตินต้องตกอยู่ในสภาพไร้ศักดิ์ศรีจนกลายเป็นผู้นำรัสเซียคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ต้องบากหน้าไปพึ่งพาขอความช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์จากกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ และในปัจจุบันเศรษฐกิจและมาตรการต่างๆ ของรัสเซียต้องพึ่งพาและตกเป็นเบี้ยล่างของประเทศจีนอย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่พันธมิตรผู้ช่วยรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรอย่างนายกรัฐมนตรี วิกเตอร์ ออร์บาน แห่งฮังการี ก็ต้องจบลงด้วยความอัปยศอดสูช็อกสายตาชาวโลก

 

อ่านเกมการเมืองโลก: สหรัฐฯ ติดหล่มวิกฤตอิหร่าน ยูเครนขอเลือกทางทูตเองเสนอ "สวิตเซอร์แลนด์-ตุรกี" เป็นเจ้าภาพ

ประเด็นที่สร้างความฮือฮาและน่าสนใจที่สุดในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ คือการที่ผู้นำยูเครนระบุในจดหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเวลานี้รัฐบาลและกองทัพสหรัฐอเมริกากำลังเทความสนใจทั้งหมดไปที่ปัญหาวิกฤตความขัดแย้งกับประเทศอิหร่านในตะวันออกกลาง ดังนั้น ยูเครนจึงเห็นว่า "มันเป็นการผิดพลาดหากเราจะทำเพียงแค่นั่งรอคอยให้สงครามในยุโรปวนกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของสหรัฐฯ อีกครั้ง" ยูเครนจึงขอเสนอแนวทางยุติสงครามผ่านการเจรจาโดยตรงระหว่างยูเครนและรัสเซีย

เซเลนสกีเสนอว่า สถานที่จัดการประชุมนัดประวัติศาสตร์นี้ไม่ควรจัดขึ้นที่กรุงเคียฟหรือกรุงมอสโก เนื่องจากไม่มีอะไรให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายต้องเดินทางไปที่นั่นหลังจากผ่านความขัดแย้งมานาน แต่ควรใช้ประเทศที่มีประวัติศาสตร์เป็นกลางในการสร้างสันติภาพ เช่น สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี หรือกลุ่มประเทศในโลกอาหรับ เป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งโต๊ะเจรจาพิจารณาข้อตกลง โดยพร้อมเปิดทางให้ตัวแทนจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมในฐานะผู้ค้ำประกันความปลอดภัยขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยความล้มเหลวของข้อตกลงมินสก์ในอดีต พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอแรกเป็น "การแลกเปลี่ยนนักโทษทั้งหมดของทั้งสองฝ่าย" (All-for-all prisoner exchange) และการส่งคืนตัวเด็กและพลเรือนที่ถูกกวาดต้อนไปในช่วงสงครามกลับคืนสู่มาตุภูมิ

 

ปฏิกิริยาจากฝั่ง "ปูติน-ทรัมป์": ยิวเครมลินตั้งแง่เรื่องความชอบธรรม ขณะที่ทำเนียบขาวหนุนเต็มสูบ

หลังจากดีลจดหมายเปิดผนึกถูกส่งออกไป ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแสดงท่าทีสนับสนุนข้อเสนอนี้อย่างเต็มที่ โดยระบุว่า

"ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากหากผู้นำทั้งสองคนจะยอมนัดพบเจอกัน พวกเขาควรจะทำมันให้สำเร็จซะ" ทรัมป์ กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเรียกร้องเรื่องความประนีประนอมและการยอมความของทั้งสองฝ่าย ทรัมป์ปฏิเสธที่จะลงรายละเอียดลึกซึ้งแต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะยอมถอยคนละก้าวเพื่อยุติความขัดแย้งได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ทางด้านวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งอยู่ระหว่างการร่วมงานฟอรัมเศรษฐกิจที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศโดยแสดงท่าทีตั้งแง่และปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราวในทันที ปูตินระบุว่าตัวเขาพร้อมเจรจาแต่ฝ่ายยูเครนต้องยอมประนีประนอมตามข้อเรียกร้องเดิม คือยูเครนต้องยอมถอนกำลังทหารออกจาก 4 ภูมิภาคที่รัสเซียเข้ายึดครองบางส่วน (โดเนตสก์, ลูฮันสก์, เคอร์ซอน และซาปอริซเซีย) รวมถึงต้องประกาศยอมรับสละความพยายามในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การนาโต (NATO) อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ปูตินยังได้ตั้งคำถามเชิงกฎหมายทิ้งท้ายเพื่อกดดันตัวผู้นำยูเครนว่า

"การที่นายเซเลนสกีจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามกฎหมายของยูเครนในการทำข้อตกลงหรือไม่นั้น เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักกฎหมายในการวิเคราะห์และพิจารณาความชอบธรรม" ปูติน กล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างเข้มข้น