"คิมจองอึน" ตราหน้าโสมขาวศัตรูเบอร์ 1-ลั่นสถานะ "รัฐนิวเคลียร์" ถาวร
24 มี.ค. 2569
คิม จอง อึน ประกาศกลางสภา ตราหน้าเกาหลีใต้เป็นศัตรูที่อันตรายที่สุด ยันสถานะรัฐนิวเคลียร์แก้ไขไม่ได้ พร้อมทุ่มงบทหารเตรียมรบไร้ปราณี
ข่าว
24 มี.ค. 2569
คิม จอง อึน ประกาศกลางสภา ตราหน้าเกาหลีใต้เป็นศัตรูที่อันตรายที่สุด ยันสถานะรัฐนิวเคลียร์แก้ไขไม่ได้ พร้อมทุ่มงบทหารเตรียมรบไร้ปราณี
คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาคในการประชุมสภาประชาชนสูงสุด (SPA) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยประกาศจุดยืนใหม่ที่ตัดขาดความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้อย่างสิ้นเชิง พร้อมตราหน้าว่าเกาหลีใต้คือ "รัฐที่เป็นศัตรูที่สุด" (Most hostile state) และเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งที่ไม่มีสถานะความเป็นพี่น้องหรือเพื่อนร่วมชาติอีกต่อไป
คำประกาศดังกล่าวถือเป็นการ codify หรือการบัญญัติทิศทางนโยบายใหม่เข้าสู่กฎหมายอย่างเป็นทางการ โดยคิมสั่งการให้ปฏิบัติต่อเกาหลีใต้ในฐานะศัตรูสงคราม และเตือนว่าหากมีการละเมิดอธิปไตยแม้เพียงนิดเดียว กองทัพเกาหลีเหนือจะตอบโต้ "อย่างไร้ความปราณี โดยไม่มีการลังเลหรือเหนี่ยวรั้งใดๆ" ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่านี่คือการทำลายความหวังในการรวมชาติอย่างสันติที่ยึดถือมานานหลายทศวรรษลงอย่างราบคาบ
ผู้นำคิมยังย้ำชัดว่า สถานะการเป็นรัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือนั้น "ไม่สามารถย้อนกลับได้" (Irreversible) โดยปฏิเสธแนวคิดที่จะแลกเปลี่ยนอาวุธนิวเคลียร์กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือหลักประกันความมั่นคงจากชาติตะวันตก คิมระบุว่าโลกปัจจุบันที่อธิปไตยในหลายประเทศถูกละเมิดด้วย "กำลังทางทหาร" คือบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า "อาวุธนิวเคลียร์" คือหลักประกันที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของสันติภาพและการพัฒนาประเทศ
เพื่อให้สอดรับกับนโยบาย "รัฐศัตรู" สภาประชาชนสูงสุดได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2026 โดยจัดสรรงบด้านการป้องกันประเทศสูงถึง 15.8% ของรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งระบุชัดเจนว่าเงินจำนวนนี้จะถูกใช้เพื่อขยายขีดความสามารถในการป้องปรามนิวเคลียร์และยกระดับศักยภาพในการทำสงครามเต็มรูปแบบ ท่ามกลางการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างรัสเซียที่ส่งข้อความแสดงความยินดีและพร้อมยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับเปียงยาง
ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ (Blue House) ออกมาโต้ตอบทันควันว่า ท่าทีของคิม จอง อึน เป็นเรื่องที่ไม่พึงปรารถนาต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และยืนยันว่ามีเพียงการเจรจาเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืนได้
