svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

"ช็อก! สหรัฐฯ สั่ง "แช่แข็งวีซ่าไทย" ขุดลึกเบื้องหลังที่แท้จริงว่า ทำไมไทยจึงไปติดอยู่ในร่างแห

15 ม.ค. 2569

ช็อก! สหรัฐฯ สั่ง "แช่แข็งวีซ่าไทย" ขุดลึกเบื้องหลังที่แท้จริงว่า ทำไมไทยจึงไปติดอยู่ในร่างแห ถอดรหัส 75 ประเทศกลุ่มเสี่ยง และทางรอดในวิกฤตความเชื่อมั่น"

15 มกราคม 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ เหตุผลเบื้องหลังการที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (U.S. State Department) ประกาศระงับการออกวีซ่า (Visa Freeze) ให้กับพลเมืองไทยและอีก 74 ประเทศ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 มีความซับซ้อนและเป็นผลมาจากนโยบายระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน โดยสามารถสรุปสาเหตุ "ที่แท้จริง" จากรายงานเชิงลึกและบันทึกภายในที่รั่วไหลออกมาได้ดังนี้

 

 

"ช็อก! สหรัฐฯ สั่ง "แช่แข็งวีซ่าไทย" ขุดลึกเบื้องหลังที่แท้จริงว่า ทำไมไทยจึงไปติดอยู่ในร่างแห อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง

1. การบังคับใช้กฎ "ภาระแก่สาธารณะ" (Public Charge) อย่างเข้มข้น


นี่คือเหตุผลหลักที่ไทยถูกรวมอยู่ในกลุ่มนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปรับเกณฑ์การพิจารณาวีซ่าโดยมุ่งเป้าไปที่การป้องกันชาวต่างชาติที่อาจเข้ามา "พึ่งพาสวัสดิการของรัฐ" ในสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่กงสุลจะตรวจสอบปัจจัยส่วนบุคคลของผู้สมัครอย่างละเอียดมากขึ้น ได้แก่:

 

    •    ฐานะทางการเงินและทรัพย์สิน: ต้องพิสูจน์ได้ว่ามีเงินทุนมหาศาลพอที่จะไม่พึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐ
    •    สุขภาพและอายุ: ผู้สมัครที่สูงอายุหรือมีปัญหาสุขภาพที่ "เสี่ยง" ต่อการต้องใช้การรักษาพยาบาลระยะยาวในสหรัฐฯ จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ
    •    ทักษะภาษาอังกฤษ: ถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองและการหางานทำในอนาคต

 

 

 

2. การสั่ง "รื้อระบบคัดกรอง" ครั้งใหญ่ (Extreme Vetting Review)

 


สหรัฐฯ ประกาศระงับวีซ่า 75 ประเทศชั่วคราวเพื่อทำการ "ประเมินขั้นตอนการตรวจสอบประวัติใหม่" โดยอ้างว่ามาตรฐานเดิมมีความหละหลวม:

    •    การแช่แข็งวีซ่าครั้งนี้เป็นการ "กดปุ่มหยุด" เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศมีเวลาปรับปรุงฐานข้อมูลและการตรวจสอบภูมิหลัง (Background Checks) ให้เข้มข้นขึ้น
    •    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (Tommy Piggott) ระบุว่านี่คือความพยายามที่จะ "ปกป้องความเอื้อเฟื้อของชาวอเมริกัน" ไม่ให้ถูกเอาเปรียบโดยระบบผู้อพยพแบบเดิม

 

 

3. ประเด็นความมั่นคงและการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Vetting Deficiencies)

 


แม้ไทยจะไม่ใช่ประเทศกลุ่มเสี่ยงด้านการก่อการร้ายเหมือนบางประเทศในลิสต์ แต่สหรัฐฯ ได้ตั้งเกณฑ์ใหม่เรื่อง "ความร่วมมือในการแชร์ข้อมูล":

    •    สหรัฐฯ ต้องการให้ประเทศต้นทางแชร์ฐานข้อมูลอาชญากรรมและข้อมูลระบุตัวตนพลเมืองที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
    •    หากรัฐบาลใดไม่สามารถหรือไม่มีเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของสหรัฐฯ ประเทศนั้นจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "มีข้อบกพร่องในการคัดกรอง" และถูกระงับวีซ่าจนกว่าจะมีการปรับปรุง

 

 

 

4. รอยร้าวทางการทูตสะสม (Human Rights & Geopolitics)


ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ มีความตึงเครียดสะสมมาตั้งแต่ปี 2568:

    •    กรณีอุยกูร์ (มีนาคม 2568): สหรัฐฯ เคยใช้มาตรการจำกัดวีซ่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยบางกลุ่มมาแล้ว จากกรณีการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับจีน ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชน
    •    นโยบายต่างประเทศ: ภายใต้รัฐบาล "America First" ของประธานาธิบดีทรัมป์ (สมัยที่ 2) การให้ความสำคัญกับประเทศพันธมิตรที่ไม่ได้ให้ความร่วมมือด้านคนเข้าเมืองอย่างเต็มที่ถูกลดลำดับความสำคัญลง

ไทม์ไลน์และผลกระทบ (Timeline & Impact)
    •    21 มกราคม 2569: วันเริ่มต้นบังคับใช้การระงับวีซ่าอย่างเป็นทางการ
    •    ไม่มีกำหนด: การระงับนี้จะดำเนินไปจนกว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะประเมินระบบใหม่เสร็จสิ้น (Indefinite period)
    •    75 ประเทศ: เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการกวาดล้างระบบวีซ่าในวงกว้างที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าการที่ไทยถูกแบน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 
แต่เป็นผลจากการที่สหรัฐฯ มองว่าไทย "ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานใหม่" ทั้งในแง่เศรษฐกิจของตัวผู้สมัคร (Public Charge) และความร่วมมือด้านข้อมูลของรัฐบาล (Information Sharing) ซึ่งประเด็นนี้ ”หากรัฐบาลบริหารผิดพลาดหรือสื่อสารไม่ชัดเจนกับประชาชน“ อาจจะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์ถึง "ความอ่อนแอทางการทูต" ของรัฐบาลไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งครับ

 

"ช็อก! สหรัฐฯ สั่ง "แช่แข็งวีซ่าไทย" ขุดลึกเบื้องหลังที่แท้จริงว่า ทำไมไทยจึงไปติดอยู่ในร่างแห


"ช็อก! สหรัฐฯ สั่งแช่แข็งวีซ่าไทย: ถอดรหัส 75 ประเทศกลุ่มเสี่ยง และทางรอดในวิกฤตความเชื่อมั่น"


มีรายงานข่าวสำคัญระดับโลก (อ้างอิงจากสื่อต่างประเทศหลายสำนัก) ระบุว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประกาศระงับการออกวีซ่าชั่วคราวให้แก่ 75 ประเทศ ซึ่งรวมถึง ประเทศไทย ด้วย

 


ประเทศไทยอยู่ในรายชื่อที่ถูก "ระงับวีซ่า" หรือไม่?

คำตอบคือ ใช่ครับ 

ตามรายงานข่าวล่าสุดในวันนี้ ประเทศไทยถูกรวมอยู่ในกลุ่ม 75 ประเทศที่สหรัฐฯ ประกาศ "แช่แข็ง" (Freeze)หรือระงับกระบวนการพิจารณาวีซ่าชั่วคราว ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจว่าสถานะนี้แตกต่างจาก "การสั่งห้ามเข้าเมืองถาวร" (Travel Ban) เหมือนกรณีอิหร่านหรือเกาหลีเหนือ แต่นี่คือการ ระงับการพิจารณาคำร้องใหม่ ซึ่งในทางปฏิบัติส่งผลให้ผู้ที่กำลังจะขอวีซ่าไม่สามารถดำเนินการได้ในขณะนี้

 

ทำไมประเทศไทยถึงถูกรวมอยู่ในรายชื่อนี้? (สาเหตุหลัก)

ข้อมูลจากบันทึกภายในของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุเหตุผลสำคัญดังนี้:
    

1    การยกระดับเกณฑ์ "ภาระแก่สาธารณะ" (Public Charge): รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันพยายามคัดกรองผู้ขอวีซ่าอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเป้าไปที่ประเทศที่มีอัตราผู้สมัครที่อาจกลายเป็นภาระด้านสวัสดิการของรัฐสูง โดยจะพิจารณาจากทรัพย์สิน ฐานะทางการเงิน และความเสี่ยงด้านค่ารักษาพยาบาล

    2    การทบทวนระบบคัดกรองและตรวจสอบประวัติ (Vetting Review): สหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วง "พัก" เพื่อปรับปรุงมาตรฐานการตรวจสอบภูมิหลัง (Background Checks) และการตรวจสอบข้อมูลทางการเงินใหม่ให้เข้มข้นกว่าเดิม โดยจะระงับการพิจารณาจนกว่ามาตรฐานใหม่จะพร้อมใช้

    3    ความร่วมมือด้านความมั่นคง: มีการระบุถึง "ข้อบกพร่องในการคัดกรอง" ซึ่งอาจรวมถึงการที่รัฐบาลประเทศต้นทางไม่ให้ความร่วมมือในการแบ่งปันฐานข้อมูลอาชญากรรม หรือการยืนยันตัวตนของพลเมืองอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่สหรัฐฯ ต้องการ

    4    ความสัมพันธ์ทางการเมือง (ย้อนไปถึงมีนาคม 2568): ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม 2568 สหรัฐฯ เคยประกาศจำกัดวีซ่าเจ้าหน้าที่รัฐของไทยบางกลุ่ม (ทั้งอดีตและปัจจุบัน) จากกรณีความขัดแย้งเรื่องการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ให้จีน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

 

ผลกระทบและข้อควรทราบ

    •    วันที่มีผล: รายงานเรื่องการระงับ 75 ประเทศนี้ระบุวันที่ 14 มกราคม 2569
    •    ใครได้รับผลกระทบ: พลเมืองไทยที่ ยังไม่มีวีซ่าสหรัฐฯ และกำลังจะยื่นขอใหม่ (รวมถึงวีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน และวีซ่าทำงานบางประเภท)
    •    ใครไม่ได้รับผลกระทบ: ผู้ที่มี วีซ่าสหรัฐฯ ที่ยังไม่หมดอายุอยู่แล้ว (โดยปกติคำสั่งนี้จะไม่เพิกถอนวีซ่าเดิมที่ออกไปก่อนหน้า) และผู้ถือบัตรผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวร (Green Card) มักจะได้รับยกเว้น


คำแนะนำ: สำหรับพลเมืองไทยที่มีแผนการเดินทาง โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจาก เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศไทย อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากในขณะนี้การนัดหมายวีซ่าตามปกติ (Routine Appointments) อาจถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ยกเว้นกรณีฉุกเฉินหรือความจำเป็นเร่งด่วนระดับชาติเท่านั้น

 

สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการเดินทางไปสหรัฐฯ ในช่วงที่มีการระงับวีซ่า (Visa Freeze) ตามประกาศล่าสุดในเดือนมกราคม 2569 นี้ ยังพอมี "ช่องทางข้อยกเว้น" (Exceptions & Waivers) ที่ระบุไว้ในแนวทางของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ดังนี้

 

 

1. ข้อยกเว้นสำหรับกรณี "ความจำเป็นเร่งด่วน" (Emergency Criteria)


สถานทูตสหรัฐฯ มักจะยังเปิดรับพิจารณาคำร้องในกรณีดังต่อไปนี้:
    •    เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์: เพื่อรับการรักษาพยาบาลที่เร่งด่วนและไม่สามารถหาได้ในประเทศไทย (ต้องมีเอกสารยืนยันจากโรงพยาบาลทั้งสองฝั่ง)
    •    เหตุการณ์สูญเสียสมาชิกในครอบครัว: การเดินทางเพื่อไปร่วมงานศพหรือดูแลสมาชิกครอบครัวสายตรง (พ่อ แม่ ลูก คู่สมรส) ที่ป่วยหนักในสหรัฐฯ
    •    ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล: เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เดินทางเพื่อภารกิจสำคัญทางการทูต หรือความมั่นคงร่วมกัน (มักใช้ Visa ประเภท A หรือ G)

 

 

2. กลุ่มบุคคลที่ได้รับยกเว้น (Exempted Categories)

ตามรายงานข่าว คำสั่งฝ่ายบริหาร มักจะมีการยกเว้นบุคคลบางกลุ่มเสมอ:

    •    ผู้ถือ Green Card: ผู้ที่มีสถานะพลเมืองถาวร (Lawful Permanent Residents) ไม่ได้รับผลกระทบ
    •    บุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัย: ผู้ที่เดินทางไปเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคระบาดหรือความมั่นคงทางชีวภาพ
    •    คู่สมรสและบุตรของพลเมืองอเมริกัน: แม้จะมีการระงับ แต่กลุ่มครอบครัวใกล้ชิดมักจะมีช่องทางคำร้องพิเศษ (Waiver) เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว

 


แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ขอวีซ่าชาวไทยในขณะนี้

หากคุณมีนัดหมายสัมภาษณ์วีซ่าที่จองไว้แล้ว หรือกำลังจะยื่นขอใหม่ ควรดำเนินการดังนี้:

    1    อย่าเพิ่งยกเลิกนัดหมายด้วยตัวเอง: รอการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการจากระบบนัดหมายของสถานทูตผ่านอีเมล หากสถานทูตยกเลิกนัดเอง คุณมักจะได้สิทธิ์ในการเลื่อนนัดโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใหม่
    2    เตรียมเอกสารด้านการเงินให้แน่นหนากว่าปกติ: เนื่องจากสาเหตุหนึ่งของการระงับคือเกณฑ์ "Public Charge" หากมีการเปิดรับคำร้องอีกครั้ง คุณต้องแสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีทรัพย์สินเพียงพอและมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาในสหรัฐฯ
    3    ยื่นคำร้อง "ขอรับความช่วยเหลือเร่งด่วน" (Expedited Appointment): หากเข้าข่ายกรณีฉุกเฉินในข้อ 1 ให้ยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์ของสถานทูต (U.S. Visa Service) โดยระบุเหตุผลและแนบหลักฐานประกอบอย่างครบถ้วน

 

 

“สหรัฐฯ สั่งแช่แข็งวีซ่า ประเทศใดบ้างที่อยู่ในลิสต์นี้?”

 

ณ วันที่ 14 มกราคม 2569 ข้อมูลจากรายงานข่าวต่างประเทศ ระบุว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้มีบันทึกภายใน (Memo) เพื่อเตรียม ระงับการออกวีซ่า (Visa Freeze) ให้กับพลเมืองจาก 75 ประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ในรายงานข่าวต้นทาง ไม่ได้มีการตีพิมพ์รายชื่อครบทั้ง 75 ประเทศ อย่างเป็นทางการ แต่มีการระบุรายชื่อประเทศกลุ่มแรกที่ยืนยันแล้วว่าอยู่ในรายชื่อ "แช่แข็ง" ครั้งนี้ ดังนี้ครับ:

รายชื่อประเทศที่ยืนยันแล้ว (จากการรายงานข่าววันที่ 14 ม.ค. 2569)

    1    ไทย (Thailand)
    2    รัสเซีย (Russia)
    3    อิหร่าน (Iran)
    4    โซมาเลีย (Somalia)
    5    อัฟกานิสถาน (Afghanistan)
    6    บราซิล (Brazil)
    7    อิรัก (Iraq)
    8    อียิปต์ (Egypt)
    9    ไนจีเรีย (Nigeria)
    10    เยเมน (Yemen)

รายชื่อประเทศที่อยู่ใน "ประกาศคำสั่งประธานาธิบดี 10998" (ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569)

นอกจาก 10 ประเทศข้างต้น ยังมีประเทศที่ถูกจำกัดวีซ่า (ทั้งแบบเต็มรูปแบบและบางส่วน) ตามประกาศก่อนหน้า ซึ่งคาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม 75 ประเทศเช่นกัน:
กลุ่มระงับเต็มรูปแบบ (Full Suspension):

    •    เมียนมา (Burma/Myanmar), ลาว (Laos), เฮติ (Haiti), ซีเรีย (Syria), ลิเบีย (Libya), ซูดาน (Sudan), ซูดานใต้ (South Sudan), มาลี (Mali), ไนเจอร์ (Niger), บูร์กินาฟาโซ (Burkina Faso), ชาด (Chad), เอริเทรีย (Eritrea), เอธิโอเปีย (Ethiopia), สาธารณรัฐคองโก (Congo), อิเควทอเรียลกินี (Equatorial Guinea), เซียร์ราลีโอน (Sierra Leone) และผู้ถือหนังสือเดินทางปาเลสไตน์ (Palestinian Authority)
กลุ่มระงับบางส่วน (Partial Suspension - เช่น วีซ่าท่องเที่ยว/นักเรียน):
    •    เวเนซุเอลา (Venezuela), คิวบา (Cuba), ไนจีเรีย (Nigeria), แทนซาเนีย (Tanzania), เซเนกัล (Senegal), แองโกลา (Angola), แซมเบีย (Zambia), ซิมบับเว (Zimbabwe), มาลาวี (Malawi), เบนิน (Benin), กาบอง (Gabon), แกมเบีย (Gambia), โตโก (Togo), บุรุนดี (Burundi), มอริเตเนีย (Mauritania), ตองกา (Tonga), โดมินิกา (Dominica), แอนติกาและบาร์บูดา (Antigua and Barbuda), และเติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan)

 

 

สรุปสถานะของ "ประเทศไทย"

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมาถูกระงับไปก่อนหน้านี้ในฐานะ "ภัยความมั่นคง" แต่ ประเทศไทย เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาในบัญชี 75 ประเทศตามรายงานข่าววันนี้ (14 ม.ค.) โดยเหตุผลหลักเน้นไปที่เรื่อง "ภาระแก่สาธารณะ" (Public Charge) และ "การทบทวนระบบคัดกรอง" มากกว่าเรื่องความมั่นคงร้ายแรงหรือก่อการร้าย

หมายเหตุ: รายชื่อทั้งหมด 75 ประเทศมักจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ travel.state.gov หรือ Federal Register ของสหรัฐฯ ในเร็วๆ นี้ แนะนำให้ผู้ที่จะเดินทางติดตามประกาศจากสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยโดยตรงครับ