ทรัมป์ เลือกที่จะแสดงท่าทีที่สั่นคลอนยุโรป ในช่วงที่พวกเขากำลังวิตกต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย ที่ดูเหมือนจะได้ผล เมื่ออังกฤษเริ่มตื่นตัวด้วยการทุ่มงบประมาณกลาโหมปรับปรุงกองทัพครั้งใหญ่ รวมทั้งการสั่งซื้อ F-35A เครื่องบินรบรุ่นที่ 5 ผลิตโดยบริษัท Lockheed Martin ของสหรัฐฯ ที่ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องบินรบที่ล้ำหน้าที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก และมีราคาแพงที่สุด แต่อังกฤษสั่งซื้อรวดเดียว 12 ลำ
นี่คือรูปแบบที่ตรงกับทฤษฎีคนบ้าของทรัมป์ สิ่งที่คาดเดาได้มากที่สุด ก็คือความไม่สามารถคาดเดาได้อะไรจากเขาได้เลย เขาเปลี่ยนใจกลับไปกลับมา ขัดแย้งกับตัวเอง ไม่มีความสม่ำเสมอ กลไกการกำหนดนโยบายรวมศูนย์ที่ตัวเขา การตัดสินใจด้านนโยบายขึ้นอยู่กับอารมณ์และความชอบของเขามากขึ้นเรื่อยๆ และมันถูกใช้ขับเคลื่อนนโยบายการเมืองและเศรษฐกิจด้วย
ในด้านกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ ทรัมป์ ทำให้โลกปั่นป่วนด้วยการประกาศตั้งกำแพงภาษี ต่างตอบแทน (reciprocal tariffs) บรรดาประเทศที่เขาเรียกว่า "เอาเปรียบ" ดุลการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ที่เขาเรียกว่า "วันปลดแอก" (Liberation Day) ประกาศขึ้นภาษีเป็นรายประเทศ ที่ตอนแรกจะให้มีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 3 เมษายน 2568 ก่อนจะประกาศระงับไป 90 วัน เพื่อให้รัฐบาลของเขาได้เจรจาข้อตกลงการค้าที่เอื้อประโยชน์ที่เสนอโดยแต่ละประเทศ
จนกระทั่งวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันชาติ ทรัมป์กลับประกาศว่า ได้ส่งจดหมายไปยังประเทศต่างๆ ในกลุ่มแรก 12 ประเทศ รวมทั้งไทย ระบุอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐฯ ในอัตราใหม่ที่สูงกว่าเดิม ทำให้หลายประเทศต้องงัดข้อเสนอที่ยอมเจ็บตัว เพื่อแลกกับความพึงพอใจของทรัมป์
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า "หลักการ" ที่ทรัมป์นำมาใช้เป็นผลพลอยได้จากการที่เขาเคยเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน เมื่อเขาขึ้นเป็นผู้บริหารประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก เขาก็ใช้อำนาจที่มีแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์สูงสุดให้แก่สหรัฐฯ เพื่อคืนความยิ่งใหญ่ดังที่เขาพูดไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งว่า จะทำให้ "อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" (Make America Great Again)