ข้อมูลประจำปีของ Climate Trace ที่เผยแพร่ในการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศหรือ COP29 ที่กรุงบากู ของอาเซอร์ไบจานในวันศุกร์ ระบุว่า 7 รัฐ หรือ จังหวัดในโลก ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันมากกว่า 1,000 ล้านเมตริกตัน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในจีน ยกเว้น รัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ อยู่ในอันดับ 6 ส่วนเซี่ยงไฮ้อยู่ในอันดับ 1 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด 256 ล้านเมตริกตัน
ส่วนเมืองใหญ่อื่น ๆ เช่น โตเกียวปล่อยก๊าซเรือนกระจก 250 ล้านเมตริกตัน, นิวยอร์ก 160 ล้านเมตริกตัน และโซล 142 ล้านเมตริกตัน
องค์กร Climate Trace ซึ่งมีอดีตรองประธานาธิบดีอัล กอร์ ของสหรัฐฯ ร่วมก่อตั้ง ยังเผยข้อมูลด้วยว่า จีน, อินเดีย, อิหร่าน, อินโดนีเซีย และรัสเซีย มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นมากที่สุดจากช่วงปี 2565-2566 ขณะที่เวเนซุเอลา, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ปล่อยมลพิษลดลงมากที่สุด
การเปิดเผยข้อมูลนี้มีขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่และนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศแสดงความกังวลมากขึ้นต่อความล้มเหลวของโลกในการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ยิ่งกว่านั้นบางประเทศและบางบริษัทกลับส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และเนื่องจากมีล็อบบียิสต์ราว 1,770 คนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ จึงสร้างความไม่พอใจอย่างมากนักเคลื่อนไหวและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้อดีตรองประธานาธิบดีกอร์ กล่าวต่อที่ประชุม COP29 ในวันนี้ โดยบอกว่า โลกไม่ควรยอมตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของบริษัทผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหลาย เขายังวิจารณ์การจัดประชุมเรื่องสภาพภูมิอากาศโดยประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างอาเซอร์ไบจานในปีนี้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ในปีที่แล้ว